| PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists | Help |
|
May 01 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (7)ก่อนจะถึงลานหน้าวัง เชิญกับอิงรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ปวดขาและเหนื่อยเหลือเกิน จึงพากันนอนเหยียดยาวบนม้านั่งข้างถนนซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเยอรมัน ส่วนหมิงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ที่นี่... เรารู้สึกได้ถึงความสงบ ร่มเย็น ความสบาย ความเงียบทั้งๆที่อยู่ริมถนน อาจเป็นเพราะเราเหนื่อยมากจนถึงกับปิดหูปิดตา ปิดการรับรู้ใดทั้งสิ้น อากาศก็เย็นสบาย ม้านั่งก็กว้างขวาง นอนไปชักจะง่วงจริงเลยพากันเดินไปพระราชวังเก่ากันต่อ ซึ่งเหลือระยะทางอีกประมาณ 500 เมตรเท่านั้น ด้านหน้าพระราชวังเก่าหรือ rezidenz นี้ เป็นลานจอดรถยนต์ขนาดใหญ่ของเมือง เท่าที่เห็นอยู่ จอดได้ประมาณ 500 คันได้มั้ง มีทั้งรถบัสและรถยนต์ส่วนตัว ด้านหน้ามีรูปปั้นของผู้ที่ก่อสร้างพระราชวังตัวมหึมาตั้งอยู่ (Arc Bishop) เราถ่ายรูปทั้งรูปปั้นและตัวอาคารซึ่งใหญ่และสวยงามมากไว้หลายรูป
Rezidenz แห่งนี้ก่อสร้างมานานหลายทศวรรษแล้ว ชำรุดไปบ้างตามกาลเวลา แต่ทางรัฐบาลเยอรมันเค้าดูแลและบูรณะให้ใหม่อยู่เสมอ เท่าที่สังเกตดู หมดหน้าหนาวทีนึงเค้าก็บูรณะกันทีนึงเพื่อเตีรมต้อนรับหน้าร้อนที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ส่วนบ้านเราหนะเหรอ พังลงมาทีนึงก็ซ่อมกันซะทีนึง ยังไม่พอตอนพังก็มีข่าวอีกว่าเจ้าที่อาละวาด พระพิรุณไม่พอใจ ปลาอานนท์พลิกตัว เอา...เอาเข้าไป .... ตอนที่เราไป พระราชวังเก่าแห่งนี้บางส่วนก็กำลังซ่อมแซมอยู่ แต่ก็มีส่วนที่เปิดให้เข้าชมได้ แล้วที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือเค้ามีรูปภาพของพระราชวังนี้ตอนที่โดนระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย น่าสนใจมากๆ เพราะรูปที่เห็นกับตัวอาคารในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะคล้ายกันมากแต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะซ่อมแซมให้ดีได้อย่างนี้ เข้าไปในอาคารชำระเงินคนละ 5 ยูโร ฝากกระเป๋า รับเอกสารอ่านประกอบ(ซึ่งมีแต่ภาษาเยอรมัน..กูอ่านไม่ออก) เราก็นวยนาดเข้าไปในพระราชวัง ตอนแรกเคยอ่านเอกสารของ EurailPass ว่า บางครั้งเราสารมารถใช้ตั๋วนี้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ถามเค้าแล้วปรากฏว่าไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักตั๋วนี้ เราก็เลยต้องเสียเงินกันไป ก็เป็นธรรมดาของพระราชวังเยอรมันที่จะต้องหรูหรา อลังการ สวยงามด้วยสีทองและสีขาว .... ทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งๆที่เคยตะลึงกับพระราชวัง Herrenchiemsee (เฮอเรนชิมเซ่) ของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 คนที่สร้างปราสาทนอยชวานสไตน์แล้ว (เมื่อคราวที่มาเยอรมันคราวที่แล้ว) แต่เข้าพระราชวังเยอรมันทีไรเราก็อดตื่นตะลึงตึงตึงอีกไม่ได้ ... ก็ทุกอย่างช่างสวยงามไปหมด ยิ่งคนบ้าอย่างเราเข้าไปดูแล้วจินตนาการตัวเองเป็นสมาชิก royal family ของเยอรมันแล้วก็ช่าง...โห...... ไม่อยากออกมา.... (ว่าเข้าไปนั่น) ด้านล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ส่วนทางขึ้นไปด้านบนเป็นบันไดใหญ่ที่แยกตึกออกเป็น 2 ปี (คือซ้ายกับขวา) ที่เหมือนเวลาเราดูละครน้ำเน่าในเมืองไทยมักจะมีบันได้แบบนี้ไง ซึ่งดูกว้างใหญ่ไพศาล มหึมามโหฬารมากๆ เลยพูดเลนกับอิงว่าถ้าเราสองคนอยู่บ้านใหญ่โตอย่างนี้จะเป็นยังไง เวลาลงมาถึงชึ้นล่างแล้วลืมของ ใครจะขึ้นไปเอาให้ อิงรีบบอกด้วยความรักสามรีว่า “ให้เชิญไปเอาเอง” ....เอ่..มันรักตรงไหนหว่า ....... พอขึ้นไปข้างบนก็เป็นห้องต่างๆมีป้ายห้ามถ่ายรูปปิดไว้ทุกห้อง ...แต่นังหมิง..... แชะ แชะ แชะ ... ไม่สนใจ จะถ่ายรูป... โดยไม่ครณาเลยว่ามีเจ้าหน้าที่หัวแดงหน้าดุนั่งเฝ้าอยู่ทุกประตู ไอ้เรารึก็กลัวจะโดนยึดกล้อง แต่มันไม่เห็นกลัวอะไรเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี(เพราะไม่มีคนเห็น) แล้วเราก็ผ่านห้องต่างๆกลับมาด้านล่าง ที่ด้านนอกอาคาร มีป้ายบอกว่าสามารถออกไปชมสวนได้ ด้วยความที่เราไม่อยากพลาดอะไรเราก็ไปมั่ง ดีที่ทางเข้าสวนไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเพราะรวมอยู่ในค่าผ่านประตูที่จ่ายไปตั้งแต่แรกแล้ว พอไปถึงก็ตื่นเต้นกับต้นสนรูปทรงกรวยที่ตั้งตระหง่านอยู่หลายต้น ถ่ายรูป ถ่ายรูปกันใหญ่เลย แล้วก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งอีกด้านของสวน สายตาก็ไปเจ๊อะกับเด็กฝรั่งหัวแดงเล็กๆอยู่คนนึง ...เด็กนี่มันน่ารักอยู่แล้วนะ ยิ่งเป็นเด็กฝรั่งนี่หน้าตาเหมือนกับตุ๊กตายังไงยังงั้นเลย เราก็ออกแนว crazy in baby อยู่แล้วเลยแถ...เข้าไปเจรจาต้าอวยด้วย สนุกดี แต่คราวนี้มาพลาด เพราะเจ้าหนูพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่เยอรมันเลยลำบากพ่อต้องแปลให้ฟัง ถามไปถามมาได้ความว่าทั้งคุณพ่อและคุณลูกมาจากเมือง Nurnberg ซึ่งตาพ่อออกเสียงว่าเมือง “เนือนแบร์ก” ซึ่งภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “เนิร์นเบอร์ก” เราก็เลยงงๆ เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจาก Wurzberg มากนัก นั่งรถไฟแป๊ปเดียวก็ถึง เราถามลูกว่า Can you spaeak English,boy? พ่อก็แปลเป็นภาษาเยอมัน เจ้าหนูตอบว่า “อึ๊ อือ” ก็เข้าใจว่าพูดไม่ได้ พ่อเจ้าหนูถามเราว่า “Where’re you from? Japan?” น่าน.....กูว่าแล้ว ต้องหาว่ากูเป็นญี่ปุ่นแหง๋ๆ ก็เจ้าสองศรีพี่น้องนั่นหน้าเหมือนญี่ปุ่นยังกะแกะ แล้วมาอย่างนี้ฝรั่งมันแยกไม่ออกหรอกว่าเราเป็นชาติไหน มันเห็นญี่ปุ่นเยอะก็เหมาว่าเราเป็นพวกเดียวกันไว้ก่อน เพราะฉะนั้นทริปนี้ไปไหนๆก็ได้ยินคนทักว่า “Konnichiwa – ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสวัสดีตอนกลางวัน” หรือไม่ก็ “หนีห่าว - - ภาษาจีนแปลว่า สวัสดี” เจ้าสองศรีพี่น้องอิง+หมิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยสัญชาติก็ไทยแท้ๆแต่โดยสายเลือดแล้วหละก็จีนแท้ๆ 100% เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมีคนมาทักเป็นชาติอื่นนี่เป็นเรื่องธรรมดา ขนาดพาอิงไปล่องแพตอนจีบกันใหม่ๆ ยังมีคนที่นั่งริมลำธารที่แม่วางทักว่า Hello, where are you going? เลย หรือตอนที่กลับมาจากมิวนิคเมื่อคราวที่แล้ว ตอนลงเครื่องหลังจากที่อิงได้รางวัลจากการบินไทยแล้ว พนักงานเอาเข็มกลัดมีไฟกระพริบติดให้ที่หน้าอกให้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลตั๋วฟรี พนักงานคนที่ไหว้อยู่ตรงประตูทางออกยังทักเลย Congratulatios,Madam! You’re very lucky!! ปล่อยให้อิงทำหน้าเฉยๆเดินผ่านไป ด้วยความสับสนในหน้าตาตัวเอง ... แล้วเราก็ลาเจ้าหนูหัวแดงและคุณพ่อของเค้าไป .... เมื่อเสร็จจากการสำรวจสวนของ Rezidenz แล้ว เราก็พากันเดินออกมาข้างนอกบริเวณ เดินมาตามถนนเรื่อยๆ โดยเชิญเป็น Nevigator วิธีการก็ง่ายๆ คือเราต้องจำทิศทางให้ได้ว่าเมื่อก่อนหน้านี้เดินมาทางไหน แล้วเราก็เดินกลับทางนั้น หรือไม่ก็ทางที่ใกล้เคียงกับทางนั้น ซักครู่ก็จะเจอทางเก่าที่คุ้นๆ แล้วก็จะถึงปลายทางได้เอง ด้วยความชะล่าใจว่ามี “เนฯ” ดี (…เน-รัจ-ฉาน…) ทั้งทีมก็เลยเดินไปดูเมืองไป ถ่ายรูปไป เดินไปได้ซักถนน สองถนนก็เจออาคารที่มีลักษณะเหมือนอพาร์ทเม้นท์อันหนึ่ง ด้านล่างเค้าปลูกดอกทิวลิปไว้ก็ตื่นเต้นตกใจกันใหญ่ โอย… แม่เจ้า บ้านเรามีแต่ดอกคำปู้จู้ …. พึ่งมาเห็นทิวลิปก็ที่นี่หละ มาเร็ว เรามาถ่ายรูปกันเร็ว ว่าแล้วก็ถ่ายรูปกันจ้าละหวั่น ยกเว้นเชิญคนเดียว เพราะ อิ อิ อิ …… แผนการเที่ยวที่วางไว้หนะ เชิญทั้งนั้น และรู้ดีด้วยว่าเดี๋ยวจะไปเจอสวนดอกทิวลิป ดอกใหญ่ๆ เป้งๆ หลายๆสีที่สวนเคอเคนฮอฟ ที่เนเธอร์แลนด์โน่น เอาเข้าไป ปล่อยกะเหรี่ยงสองพี่น้องถ่ายรูปกันไปก่อน ฮะ ฮะ ฮะ …… (แต่ว่าเราแอบถ่ายตุนไว้ก่อนก็ดีนะ…) แล้วเราก็พากันเดินกลับไปสถานีรถไฟกลางของเมืองเวิร์ซเบิร์ก แต่เอ๊…… ทำไมถึงไม่ถึงซักที ดูในแผนที่เมืองนี้ก็เป็นเมืองเล็กๆ ประมาณลำพูนได้ ไม่น่าจะหลง เดินๆไปดูเวลาไปก็ใกล้จะต้องขึ้นรถไฟแล้ว เอาไงดีวะ กระเป๋าก็ยังไม่ได้ไปเอาจากล็อคเกอร์ที่ฝากไว้ ทางไปสถานีรถไฟไปทางไหนก็ยังไม่รู้ เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นอีกทางหนึ่งที่วนมาอีกด้านหนึ่งของเมือง แต่มีเป้าหมาย(ที่เรายังหาไม่เจอ)เดียวกัน คือสถานีรถไฟ เราถึงผ่านสวนสาธารณะของเมือง ที่กว้าง เขียว สดชื่น และไม่มีคนผ่านมาให้ถามทาง เฮ่อ….. สงสัยคืนนี้คงต้องค้างที่นี่แล้วมั้ง…. โรงแรมที่จองไว้ที่แฟรงเฟิร์ตสงสัยเสียตังค์ฟรีแหง๋ๆ … แต่พระเจ้าช่างไม่กลั่นแกล้งคนดี สุดท้ายก็มีคนเดินผ่านมา แล้วเราก็ใช้ปากให้เป็นประโยชน์ โดยการรุมด่ามัน เอ๊ย…. ไม่ใช่ โดยการถามทาง ปรากฏว่าถนนที่เราต้องการไปนั้นเลยจาก Park นี้ไปอีกหน่อยเดียวเท่านั้นเอง แล้วเราก็เดินกะปลกกะเปลี้ย ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงมาถึงสถานีรถไฟจนได้ สิ่งแรกที่ทำคือ “น้ำ” ขอน้ำดื่มมาก่อนเลย ว่าแล้วเจ้าเชิญก็ส่ายอาดๆ เดินเข้าไปซื้อน้ำเปล่ามาแก้กระหายทันที “Fresh water,please” แปลว่า “ขอซื้อน้ำเปล่าหน่อยครับ” กำลังก้มหน้าจะควักเงินมาจ่าย เมียก็มาสะกิดข้างๆ “เชิญ….ที่นี่น่ะเค้าไม่ข่ายน้ำเปล่าเป็นขวดๆเหมือนบ้านเราหรอก เค้ามีแต่พวกน้ำอัดลม หรือไม่ก็น้ำหวานขายน่ะ อิงว่านะ เค้าคงถือว่าน้ำเปล่าเค้าสะอาดไง คงกินจากก๊อกไหนก็ได้น่ะ เลยขายแต่น้ำพวกนี้ เชิญไปเปิดกินในห้องน้ำสิ” แน้….. นังเมียนี่…. อยู่ๆมาบอกให้ไปกินน้ำในห้องน้ำ จะบ้ารึเปล่า รู้แล้วว่าน้ำเมืองนอกน่ะมันกินได้ทุกก๊อก แต่มันก็ต้องมีน้ำเปล่าขายเหมือนในบ้านเรามั่งแหละ TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!411.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|