| PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists | Help |
|
May 01 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (6)แล้วเราก็มาถึงเมือง Wurzburg ประเทศเยอรมันเวลาประมาณ 11 โมงกว่าๆ และแผนต่อจากนี้คือ ในช่วงเย็นๆก็นั่งรถไฟเข้าเมืองแฟรงค์เฟิร์ต อีกโดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ครึ่ง ปัญหาแรกเมื่อมาถึงที่นี่คือ “จะไปเที่ยวที่ไหนดี” “เมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยว” ฟังดูอาจโง่ๆ ที่นักท่องเที่ยวไม่รู้ว่าจะมาเที่ยวอะไรที่นี่ แต่นี่คือประสบการณ์และปัญหาเฉพาะหน้าที่ชวนแก้ไข และสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้เราตลอดทริป ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยง่ายคือ ให้เดินไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย (เหมือนคนโง่หนะ) แต่ซักพักคุณจะได้เอกสารแนะนำการท่องเที่ยวจากแหล่งในสถานีรถไฟ หรือไม่ก็อาจจะเดินไปเจอกลุ่มคนยืนกันเต็มไปหมด นั่นแหละ เค้ามาเที่ยวกันหละ ส่วนเราทั้งสามมักจะอาศัยแผ่นพับต่างๆที่เค้าแจก และเดินไปหาจุดท่องเที่ยวที่เราต้องการ ยุโรปในช่วงที่เราไปนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ คือพึ่งจะหายหนาว … แต่ถึงกระนั้นเวลาเดินตามถนนโดยไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาวก็ทำให้คุณหน้าซีดปากสั่น เล็บเขียวขึ้นมาได้ เลยกลายเป็นโชคดีของเราที่เดินเท่าไหร่เราก็ไม่ร้อน (นอกจากอิง..ผู้สวมรองเท้าหนังมีส้น จะปวดน่องเท่านั้น) ปัญหาข้อต่อมาคือ จะไปเที่ยวตามที่ต่างๆในเมืองโดยการเดินไปเรื่อยๆ แล้วกระเป๋าขนาดยักษ์ของทั้งสามคนจะทำยังไง ถึงแม้จะมีล้อลากได้ แต่ถ้าให้ลากไปทุกที่ และทุกเวลาคงไม่สนุกแน่ มันจะเกะกะ เป็นตัวลดระดับการลุยลงหน่อย ซึ่งจะทำให้ความสนุกลดลงบ้างอย่างมีนัยสำคัญ (นี่….. เดาะภาษาวิทยานิพนธ์ซะเลย 5555 ) ปัญหานี้ในสถานีรถไฟทุกที่ในยุโรปแก้ไม่ยาก(บ้านเราตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้ว) นั่นคือ….. ฝากกระเป๋าไว้ที่ตู้นิรภัยฝากของไง ….. เพียงแค่หยอดเงินเหรียญลงไปเท่าที่ราคาติดไว้ที่ตู้ แล้วหมุนล็อคกุญแจ แค่นี้กุญแจไขตู้ก็จะหลุดติดมือเรามาอย่างง่ายดาย เราก็เอาแค่ไอ้เจ้าลูกกุญแจนั่นแหละไปเที่ยวกับเรา ส่วนเจ้ากระเป๋ายักษ์ก็ให้นอนแอ้งแม้งในตู้รอเราไปก่อน จะกลับค่อยมาไขเอาไป แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเมื่อล็อคแล้วก็ต้องล็อคเลย ถ้าจะไขเอาของก็ต้องเสียเงินหยอดตู้ใหม่นะจ๊ะ ไม่ใช่จะไขเอาน้ำขวดเดียว นึกเอาเอง(ตามประสาคนโลภ)ว่าเปิดแค่นี้คงไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆจ่ะ แค่หยอดเงินอีก 1-2 Euro หรือประมาณ 100 บาท(เท่านั้นเอง!!!!!????!!!) ตู้ก็จะทำงานให้เหมือนเดิมจ่ะ เค้าเรียกเงินจำนวนนี้ว่า “ค่าโง่” นะ จำไว้.. หลังจากที่ฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว เราก็พากันเดินออกไปด้านนอกสถานีรถไฟกลาง Wurzburg ก็เดินไปตามถนนหลักของเมืองนี้ (สังเกตง่ายๆคือดูคนส่วนใหญ่เค้าเดินไปทางไหนกัน เราก็เดินไปทางนั้นมั่ง) เดินไปได้นิดเดียวก็เริ่มหิวแล้ว เพราะกว่าจะทำอะไรๆเสร็จก็เกือบเที่ยงแล้ว อาหารที่ฟาดมาจากโรงแรมที่มิวนิคคงเริ่มละลายไปแล้ว ครั้นจะควักไอ้ที่แอบพกมากินด้วยก็ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง (เก็บเอาไว้ก่อน) เราทั้งสามจึงเริ่มสอดส่ายสายตาหาร้านอาหารกัน แต่เชื่อไหมว่าเดินไปจนสุดถนนก็ยังไม่เห็นซักร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเดินไปมาขวักไขว่ไปหมด แต่หาของกินไม่ได้ ยิ่งเดินก็ยิ่งหิว ยิ่งหิวก็ยิ่งเหมือนจะหงุดหงิดง่าย เอาไงดีวะ .... ท้ายที่สุด สายตาก็เหลือบไปเห็นสถานทูตอมริกาอยู่ร้านนึง ซึ่งคำว่าสถานทูตนี่เค้าเรียกประชด จริงๆแล้วคือ Mc Donald นั่นเอง .... โอ้... รอดตายแล้วเรา Mc Donald ช่วยชีวิต
เมื่อเข้าไปในร้านก็ต้องตกใจกับบรรดาพนักงานบริการใน Mc Donald ที่เมืองนี้ อุแม่เจ้า.... นึกออกใช่ไหมว่าที่เมืองไทยเราจะพบพนักงานที่หน้าตาสดใส อ่อนวัย ต้อนรับเราด้วยคำพูดน่าฟัง (เพราะเทรนมาดี) แต่ที่นี่ โน ..... พนักงานทุกคนราวกับหลุดออกมาจรกบ้านพักคนชราที่ไหนซักแห่ง อายุเฉลี่ยของพนักงานคงราวๆ 50 นะเราว่า ในขณะที่อายุเฉลี่ยของพนักงานที่เมืองไทยยังไงก็ไม่เกิน 20 ปี อิงเลยบอกว่าสงสัยเป็นแผนการสร้างงานให้คนแก่ของเยอรมัน เราก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน อิ่มหมีอิ่มหมากันแล้ว เราก็พากันเดินเที่ยวไปยังส่วนอื่นๆของเมือง ซึ่งตอนนั้นเราได้แผนที่เมืองมาแล้ว ดูๆไปก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ไม่เล็กเหมือนกัน แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองก็มีเยอะจนไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี ก็เลยเลือกเอาที่มันน่าสนใจหน่อย เช่น ศาลาว่าการเมือง วังบนยอดเขาประจำเมืองและพระราชวังของ Arc Bishop -- คนนี้เป็นพระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ในสมัยก่อน ซึ่งวังนี้.. ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก การเดินทางท่องเที่ยวนี้ เอกสารหรือตั๋วอะไรต่างๆเมื่อได้มาแล้วเราก็จะเก็บรวบรวมไว้ (เราในที่นี้คือ เชิญ อิงน่ะเก็บบ้างไม่เก็บบ้าง ส่วนเจ้าหมิงน่ะยื่นมาให้อย่างเดียว ฮ่าฮ่า ... ถ่ายรูปดีกว่า) เมื่อกลับมาแล้วก็นำมาเก็บรวบรวมไว้เป็นอัลบัม แล้วก็เอามาดูได้จนถึงวันนี้.. หลายคนอาจจะคิดว่าอ่านภาษาอังกฤษออกแล้วจะได้เปรียบ ขอบอกว่า เสียใจ เพราะแผนที่หรือเอกสาร หรือแม้แต่ตั๋วที่ได้มานั้นเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาประจำชาติของเค้าทั้งหมด ภาษาอังกฤษมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส) เพราะฉะนั้นวิธีการเดินทางให้สนุกก็คือการ “เดา” ... ฮ่าฮ่าฮ่า วิชาการเดาที่เราฝึกหัดมาตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมยังใช้การได้ดีเสมอ .. เพราะภาษาในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด มักจะมีความคล้ายคลึง หรือรากศัพท์ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษเสมอ หลักการเดาอย่ามีหลักการที่อาจารย์แมรี่สอนตอนเรียน ป.ตรี ยังมีประโยชน์อยู่ ในเมื่ออ่านภาษาเยอรมันไม่ออก เอาละเหวย .. เราก็ไม่อ่าน แต่มั่วเอา เดินไปตามถนนเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย ผู้คนมากมาย เดินๆไปก็เห็นคนหยุดดูตึกอะไรซักอย่าง ชี้มือชี้ไม้กัน ส่งเสียงอู้อ้า ... เราก็เอามั่ง เพื่อไม่ให้เป็นการน้อยหน้า (จริงๆแล้วไม่รู้หรอกว่าเค้าดูอะไร ชี้อะไร แต่เอามั่ง ... เดี๋ยวเค้าก็หาว่ากะเหรี่ยงนี่ไม่รู้เรื่องหรอก) เชิญก็ทำทีเป็นถามอิง “อิง อิง ดูตึกนี่สิ สูงเนอะ...สวยด้วย” อิงไม่รู้เรื่อง “ไม่เห็นสวยเลย อิงว่าตึกไหนๆก็เหมือนกันน่ะแหละ” เชิญก็เอาต่อ คราวนี้ชี้และทำเสียงด้วย “ ไม่ .... อิงดูสิ สวยมากเลย อู้หู ...... สวย สวย ..เกรท...เวรี่ ไนซ์” นี่ .... เดาะภาษาอังกฤษมั่ง ฝรั่งจะได้รู้ว่าเราพูดในสิ่งที่มันก็กำลังพูด (จะได้ไม่ตก trend) จริงๆตึกนี่คือศาลาว่าการเมือง Wurzburg เก่าที่ได้รับการบูรณะจนเดี๋ยวนี้สวยแล้ว และกลายมาเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปแล้ว และแถมด้านหน้ายังมีตลาดคล้ายๆตลาดนัดอยู่ด้วย ซึ่งของที่มาขายส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมือง เช่น ดอกไม้ อาหาร เป็นต้น แอบชะเง้อชะแง้ เยี่ยมหน้าเข้าไปมองศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเห็นนักท่องเที่ยวหัวแดงยืนเข้าแถวเต็มเลย สงสัยกำลังรอขอข้อมูลกัน เราก็ไม่สนใจละ ไปหาข้อมูลเอาดาบหน้าดีกว่า (แปลว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า) ด้านหน้าของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีซอยเล็กๆอยู่ซอยหนึ่งที่ในแผนที่เขียนเอาไว้ว่าถ้าเดินเข้าไปจะทะลุไปเจอโบสถ์ประจำเมือง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม (ฝรั่งนี่คงแข่งกันทำโบสถ์เหมือนคนไทยเหมือนกันเนอะ วัดโน้นทำบุญฉลองวิหาร โบสถ์ ศาลาการเปรียญ วัดนี้ฉลองกำแพง ..อะไรอย่างเนี้ย) ตอนแรกก็ว่าจะเข้าไปดู แต่พอเห็นยอดอาคารแล้วก็คิดว่า ไม่ไปดีกว่า เดี๋ยวเบื่อ เพราะเราไม่ใช่คริส ที่จะเข้าไปซาบซึ้งกับอะไรข้างใน นอกจากเข้าไปดูแล้วก็ อู้หู... แปลก ไม่เคยเห็น บ้านเราไม่มี แค่นั้น
ว่าแล้วก็พากันเดินเลยไปอีกถนนนึง ตอนนี้มีสถานที่สำคัญๆ อีก 2 ที่ในเมือง Wurzburg ที่ในแผนที่แนะนำว่าต้องไปให้ได้ ซึ่งก็คือพระราชวังบนยอดเขาอันนึง และพระราชวังที่ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกอีกอันนึง (คนที่นี่เรียกวังนี้ว่า Rezidenz) เราเลยจะไปกัน
ต้องข้ามสะพานก่อน แล้วถึงจะไต่เขาขึ้นไป ทั้งหมดนี้ขอบอกว่าต้องเดินล้วนๆ ว่าแล้วเราก็เดินไปตามถนนเรื่อยๆ สักครู่ก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งก็คือแม่น้ำไมน์ (เราอ่านว่าเมน เพราะสะกด main ) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกับที่ผ่านแฟรงเฟิร์ต ที่สะพานแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินไปมาขวักไขว่ แน่นอนว่าเค้าก็ต้องข้ามไปเพื่อไปชมวังเก่าบนยอดเขาเหมือนเรา เราก็เลยชักภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย แต่กองถ่ายของเราได้รับความสนใจเป็นอันมาก (ประกอบด้วยนายแบบทั้ง 2 และนางแบบ 1 ไม่มีทีมงาน ไม่มีช่างภาพ มีแต่นายแบบนางแบบ...) เพราะเล่นถ่ายภาพด้วยขาตั้งกล้อง และกดรีโมท คอนโทรลเล่อร์ ทำให้น่าสนใจว่าช่างฉลาดล้ำเหลือ เก็บรูปได้หมดทุกคน ในขณะที่กรุ๊ปอื่นๆเค้าต้องเปลี่ยนกันถ่าย กรุ๊ปเราแค่ตั้งกล้องถ่าย ง่ายนิดเดียว ข้ามสะพานได้ก็ขึ้นเขาไปข้างบน พอไปถึงก็เจอวิวเมืองเวิร์ซเบอร์ก ซึ่งสวยงาม สดชื่นที่สุด(เพราะอากาศเย็นอยู่แล้ว) แต่น่าสังเกตคือหลังคาของประเทศนี้ หรือของประเทศแถบยุโรป ...ขอบอกว่าสีสันแสบตาที่สุด สีออกส้มแดงผสมกัน ...ดีนะที่บ้านเค้าหนาวเย็น อากาศไม่ร้อน และไม่มีแดดจ้าเหมือนบ้านเรา ไม่งั้นขึ้นมาชมวิวคงได้แสบตากันมั่ง
ถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจ เราก็กลับลงมาจากยอดเขา เราขึ้นมาถ่ายรูปแค่นั้น ..... ขอบอก เรื่องประหวัดติส่ง ประวัติศาสตร์อะไร ใครสร้าง สร้างเมื่อไหร่ สร้างทำไม ใครฆ่าใคร อย่ามาถาม เพราะไม่รู้ .... นี่เป็นข้อเสียของการมาเที่ยวเอง เพราะถ้าเราไม่แม่นข้อมูลพออาจจะพลาดความรู้สึกซาบซึ้งในประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้นก็ได้ แต่ถ้าคุณศึกษามาดีก็ โอ.เค.
ส่วนกรุ๊ปเรา เน้นเที่ยวและดูอะไรต่อมิอะไรตามใจฉันเท่านั้น ถ้ารู้ก็รู้ ...ก็ดี แต่ถ้าไม่รู้ก็ช่างมัน ไปหาอ่านเอาข้างหน้าต่อ นี่กลับมาพึ่งมาอ่านเจอความสำคัญของสถานที่ที่เราไปเที่ยวมาก็มีนะ ไม่เป็นไร เราจะซาบซึ้งย้อนหลังหละ
ขาเดินลงมาจากยอดเขา เจอกลุ่มสาวไทยอยู่กรุ๊ปนึง ประมาณ 4-5 คน เค้าพูดกันเสียงดังพอสมควร เราได้ยินแล้วหละก็เลยรู้ และเลี่ยงๆไป จะได้ไปต่อ บังเอิญเค้าได้ยินเสียงเชิญคุยกับอิง เลยรู้ว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน แล้วเค้าก็พูดกันว่า “นี่นี่ กลุ่มนั้นคนไทยนี่ โห.... อุตส่าห์มาถึงนี่เนาะ” อ้าว ....อีห่า... ทีมึงยังมากันได้เลย ทำไมกูจะมาบ้างไม่ได้วะ แปลกรึไง (คิดในใจนะ...ปกติเราเป็นสุภาพชน ไม่ค่อยพูดจาผ่าซากศพอย่างนี้หรอก)
แล้วกลุ่มสุภาพชนของเราก็เคลื่อนขบวนยุรยาตรไปพระราชวัง Rezidenz ต่อ เดินโค้งไปตามถนนไกลพอสมควรกว่าจะถึงถนนเส้นของ Rezidenz พอถึงถนนเส้นนั้นก็เห็น Rezidenz แล้วหละ แต่มันยังอยู่อีกไกล เห็นลิบๆโน่นแน่ะ.... ไม่ไหวแล้ว ปวดขา เลยนั่งพักที่ม้านั่งนั่งริมทางซะเลย นั่งไม่นั่งเปล่า นอนแม่งเลย ก็คนมันเมื่อยนี่ เมื่อยทั้งตัวจริงๆนะ ขนาดเรารองเท้าผ้าใบยังขนาดนี้ แล้วเมียเรารองเท้าส้นสูงจะขนาดไหน ก็เลยพากันนอนเหยียดยาวตรงม้านั่งนั้นเป็นนานกว่าจะเคลื่อนขบวนต่อ
ก่อนถึงประตูใหญ่ของ Rezidenz ก็ให้บังเอิญที่นังหมิงจะไปเจอกับประตูใหญ่อันนึงซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทางเข้า Rezidenz ได้ เลยพากันเฮโลตามหมิงเข้าไป ปรากฏว่าตันครับท่านผู้ชม .... มีรั้วขนาดใหญ่มหึมากั้นอยู่ ข้างในเป็นสวนอะไรสักอย่างซึ่งลึกเข้าไปข้างในมาก จำเราจะต้องเดินกลับมาทางเดิมและเดินไปให้ถึงประตูหน้าให้ได้ ซึ่งทำให้เสียเวลาและพลังงานเพิ่มอีกเล็กน้อย
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!410.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|