| PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists | Help |
|
February 16 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (5)ยืนเต๊ะจุ๊ยข้างรถไฟไม่เท่าไหร่ เห็นคนเค้ารีบหิ้วกระเป๋าพุ่งตัวปลิวเข้าตู้รถไฟไป เราก็ให้สงสัยยิ่งนักว่ารีบไปไหนกัน แต่ก็ไม่สะทกสะท้านเพราะคิดว่ายังเหลือเวลาอีก ไม่ต้องรีบก็ได้ ทันใดนั้นประตูรถไฟก็ทำท่าว่าจะปิดตัวเองลง เรารีบร้องกันเสียงหลง แล้วเบียดตัวเองทั้งสามลงไปในตู้รถไฟตู้ใดตู้หนึ่ง ยังไม่ต้องหาตู้ของตัวเองหรอก เอาตู้ไหนก่อนก็ได้ ก่อนที่รถไฟจะทิ้งเราไป แล้วเราก็ขึ้นรถไฟได้แบบน่าอายฝรั่ง เพราะขึ้นไปได้ก็พากันหัวเราะงอหาย แล้วพากันลากสัมภาระของใครของมันเดินตามหาตู้ของตัวเองกันบนรถไฟแบบทุลักทุเลจนต้องเดินขอโทษเค้าไปตลอดทาง มองดูเวลาก็ 9 โมง 55 นาทีเป๊ะ … เอ๊ะ… อะไรวะ หรือว่าบัตรไกด์เราหมดอายุแล้วไม่ไปต่อ ความรู้เราเลยหายไปด้วย แปลว่าอะไรกันแน่เนี่ย…. อิงก็เลยบอกว่า “เชิญ…. วันนี้วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร” เราบอกว่า วันที่ 10 เดือนเมษายน 2547 น่ะสิ แล้วก็เลยถึงบางอ้อว่าตัวเลข 10.04 นั้นแปลว่าวันที่ 10 เดือน 4 นั่นเอง แม้…. มันน่าให้ ททท. ยึดบัตรไกด์คืนจริงๆเลย เกือบพาลูกทัวร์ตกรถไฟแล้ว อายเค้าไหมนั่น?????? ยังก่อน.... ก่อนจะไปเดินหาที่นั่งต้องวางกระเป๋าหาที่นั่งชั่วคราวก่อน ว่าแล้วเราก็สอดส่ายสายตาหาที่นั่ง เป๊ะ... เชิญกับอิงได้แล้ว ก็พากันนั่ง ส่วนนังหมิงก็หน้าตื่นตามมาติดๆ ลากกระเป๋าปุ๊บก็จะพักกระเป๋าก่อน แต่ไม่มีที่ว่าง พอดีอีกฝั่งนึงของรถมีว่างอยู่ 1 ที่ แต่คนที่นั่งอยู่ก่อนเป็นคุณยายเยอรมันคนนึง เชิญก็บอกหมิงว่า “หมิงถามเค้าสิว่านั่งได้ไหม Can I sit here?” นังหมิงก็เอาเลย ชี้นิ้วชี้ไปที่เก้าอี้ที่ว่าง พร้อมกับถามว่า “นั่งได้ก่อ?” แทนที่คุณยายจะไม่รู้เรื่อง(จากคำถามกำเมือง) แต่แกเข้าใจ (จากนิ้วชี้หมิง) แก็ตอบมาดังๆว่า “Yes, you can sit here.” “ That’s fine!!!” แล้วเราก็มีเรื่องล้อเจ้าหมิงนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า..... หลังจากนั้นเราก็หาที่นั่งของเราตามหมายเลขจนพบ (ซึ่งไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะถ้าคนไม่มาก เราจะนั่งตรงไหนก็ได้ ตามใจเรา) ได้ที่นั่งเรียบร้อย เราก็ถึงมีเวลาสังเกตความเป็นไปและสภาพบนรถไฟว่าเป็นยังไง ตั๋ว EurailPass ชั้นดี ทำให้เราได้มานั่งชูคอเป็นผู้โดยสารอยู่ในชั้น 1 สภาพรถไฟของเยอรมันดีมาก ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ขนาดห้องน้ำถึงแม้จะมีคนใช้ก็ยังสะอาดสะอ้านน่าเข้าไปนอนเล่นนัก (อันนี้เว่อร์ไปหน่อย) เก้าอี้นั่งก็นุ่มสบาย ปรับได้ในระดับที่นั่งสบาย บางตู้แบ่งย่อยซอยเป็นห้องเล็กๆให้ผู้โดยสารนั่ง หรือนอน บางตู้เป็นที่นั่งปรับเอนธรรมดาแต่ขอโทษ…. มีทีวีติดตรงเบาะด้านหลังของคนข้างหน้าเราให้ดูด้วย รถไฟวิ่งเร็วจนมองวิวข้างทางใกล้ๆหน้าต่างไม่ทัน ต้องมองไกลๆถึงจะดูได้ชัด ในยุ โรปนี้ เค้าขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลา และความรวดเร็วของรถไฟ เรายังไม่เคยเจอแต่ก็น่าจะพอเชื่อถือได้ เวลาผ่านไปสักพัก จากวิวย่านที่พักอาศัยของคนในเมือง ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นชานเมือง และเป็นชนบทของเยอรมันตอนใต้ในที่สุด และก็พบว่าทิวทัศน์ของชนบทเมืองฝรั่งก็สวยงามน่าดูไม่แพ้ที่อื่นๆเลย เชิญมีความคิดว่านั่งเฉยๆจะไม่เป็นผลดีกับตัวเองเท่าไหร่ เพราะจุดมุ่งหมายที่มานี่ก็เพื่ออยากจะรู้นั่นรู้นี่ รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น นั่งอยู่เฉยๆคงไม่ทำให้ความรู้มันงอกขึ้นมาได้ ไปเดินเล่นดูนั่นดูนี่ดีกว่า ว่าแล้วก็เดินไปตามตู้ต่างๆ ทั้งตู้อาหาร ตู้อื่นๆไปลองใช้ห้องน้ำหลายๆครั้งบ้าง เพราะแรกๆที่เข้าไปหาที่กดชักโครกไม่เจอเพราะเป็นปุ่มกดเล็กๆแบบไม่ให้ความสำคัญอะไร ในขณะที่เมืองไทยจะหาได้ง่ายมาก มองก็รู้ว่าต้องกดตรงไหน สำหรับเราผู้เป็นคนสะอาด(หรือเปล่า) เราให้ความสำคัญมากเพราะนั่นหมายถึงว่าคนที่มาเข้าต่อจากคุณจะต้องแช่ง และให้พรบรรพบุรุษคุณแน่นอน หากว่าไม่กดชักโครกทิ้งไป แรกสุดอิงเข้าไปก่อน หายไปนานเลย เราก็นึกในใจว่าสงสัยเปิดประตูห้องน้ำไม่ออกแน่ๆเลย ถึงนานอย่างนี้ ซักพักก็เดินเข้ามา และท้าให้หมิงไปลองดู เป็นนานกว่าเจ้าหมิงจะกลับมาและท้าให้เชิญไปลองอีกคน ด้วยความที่กลัวว่าสองพี่น้องจะคิดไม่ซื่อกับเราแน่ๆ (ก็ถ้าคิดซื่อทำไมต้องมีลับลมคมใน รีบบอกเรามาก็ได้ว่าอยู่ตรงไหน) เราก็เลยเข้าไปแบบยังไม่ทำอะไรซักอย่าง จนกว่าจะหาปุ่มนั่นเจอแล้วลองกดดูก่อน ขอบอกว่านานมากกว่าจะหาปุ่มกดชักโครกบนรถไฟเยอรมันเจอ เพราะเป็นปุ่มเล็กๆ ไม่มีสัญลักษณ์โดดเด่นอะไร ติดอยู่ตรงฝาผนังด้านหลัง ค่อนไปทางศีรษะ บางคันนะ เป็นปุ่มให้เหยียบอยู่ใกล้ๆเท้า ไอ้เรารึก็หาปุ่มจะกด หายังไงก็หาไม่เจอ ดีนะที่มีไหว(กระ)พริบ ไม่งั้นมีอายโชว์ฝรั่งแน่ นั่งมาอีกนิดก็เกิดอาการหิวอีกแล้ว เราทั้งสามมีความเห็นตรงกันว่าควรจะเปิดซิงมาม่าของหม่าม้าได้แล้ว เพราะขนมากันตั้ง 3 แพ็ค ซึ่งก็คือ 18 กล่อง ดังนั้นเลยตกลงกันว่าจะส่งหน่วยกล้าตายไปขอน้ำร้อน ...แต่ใครล่ะจะเป็นหน่วยกล้าตายที่ว่า เพราะไปขอแล้วใครมันจะให้กันง่ายๆ โดยเฉพาะพวกฝรั่งมันเห็นแก่ตัวจะตาย ของฟรีไม่มีในความคิดมัน น้ำใจเล็กน้อยๆไม่มีการให้กัน เราเกี่ยงกันไปมาสุดท้ายด้วยความกลัวฝรั่งมันด่าเอา (ไม่กลัวโดนด่า แต่กลัวจะอดใจไม่ด่าบรรพบุรุษมันกลับไม่ได้) เลยต้องใช้วิธีไปซื้อแทน แล้วถึงจะได้กินมาม่าของหม่าม้าของเรา ใกล้จะถึงเมือง Wurzburg เราก็เตรียมลากข้าวของจากช่องเก็บของเหนือศรีษะ (ขอบอกว่าเวลาเก็บ เราเก็บมันทั้งล้ออย่างนั้นแหละ ไม่มีเวลามาถอดกระเป๋าออกจากล้อหรอก) แล้วเราก็รอเวลาให้รถไฟเข้าเทียบชานชลา เรื่องจะลงที่ชานชลาไหนไม่ต้องเป็นห่วง เพราะที่ยุโรป เราสามารถนั่งอยู่บนรถไฟและอ่านป้ายชื่อสถานีได้ เพราะในแต่ละสถานี จะมีป้ายบอกชื่อสถานีเป็นระยะๆ (ประมาณ 15 เมตร มี 1 ป้าย) กว่ารถไฟจะชลอตัวลงและจอดสนิทเราก็อ่านและทวนชื่อสถานีจนชัวร์แล้ว Comments (3)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!317.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|