PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    December 22

    น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (4)

    ซักพักนึงมีคนไทย 2 คน  ลากกระเป๋าคล้ายๆเราเดินมา เราก็ดีใจใหญ่เลย  2  กะว่าได้เพื่อนร่วมชาติมาช่วยกันคงดี  2 คนผัวเมียนั่นใช้บัตรเครดิตสอดเข้าไปซักพักก็ได้ตั๋วออกมา  แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นตั๋วประเภทไหน  ระยะทางไกลหรือใกล้  รู้แต่ว่าราคา  8  ยูโร   2  ใบ  และนั่นคือ  ตั๋ว   เท่านั้นเอง    แล้วพี่สองคนนั้นก็บอกว่าจากมิวนิคก็จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Salzburg ประเทศออสเตรียต่อ   พอเราบอกว่าเราเคยไปเมื่อปีที่แล้ว สองคนนั้นดีใจใหญ่เลย  ถามเราเรื่องการเดินทาง  เรื่องโรงแรม  เรื่องอาหาร   แล้วก็ขอบคุณเราและจากไป........จากเราไป.......     จากเราไป(ทำเสียงก้องๆสะท้อนๆเหมือนในหนัง)    โดยที่กูยังไม่ได้ตั๋วรถไฟเลยนะเฟ้ยยยยย.....   จะไม่ช่วยกันหน่อยเหรอ...  (ตะโกนในใจ ... เค้าไม่ได้ยินหรอก)    ไม่ได้การละ    อิง...เอาบัตรเครดิตสอดเข้าไปมั่งดีกว่า  ได้ตั๋วมาก่อน  อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง  เดี๋ยวรถไฟจะมาแล้ว   อิงก็จัดการใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋ว  แล้วเอาตั๋ว  3  ใบที่ได้ไป  stamp ที่เครื่องตรวจอัตโนมัติ  แล้วเราก็ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟ  S-Bahn ได้แบบทุลักทุเล

    พอขึ้นไปได้ไฮโซอย่างเราทั้ง 3 ก็ถือตั๋วไว้คนละใบ  เพราะคิดในใจว่าเดี่ยวจะมีนายตรวจ  มาตรวจเหมือนรถไฟบ้านเราแหละ    แต่ถือไปจนตั๋วเปียกเหงื่อก็ไม่เห็นมีใครมาตรวจ  เอาไงแน่วะ  เก็บไว้ก่อนก็ได้    ระหว่างทางรถไฟก็จอดเป็นระยะๆ ตามสถานี  และมีคนขึ้น คนลงเป็นระยะเช่นกัน  หมิงก็โดนผีช่างภาพสิงยังไม่หายก็เก็บภาพไว้ใหญ่เลย   โด่..ถือว่าเอา  notebook  มาด้วยหละซี้....ถึงไม่กลัวเปลือง  แล้วก็มีหนุ่มน้อยตัวโตกำยำชาวมิวนิค 2 คนแต่งตัวคล้ายๆกันขึ้นมา  เราก็กระซิบบอกหมิงว่า

     เฮ่ย.. หมิง  เนี่ย..เด็กช่างกลเยอรมัน

      (ก็เสื้อที่มันใส่คล้ายๆเสื้อช็อปของเด็กวิดวะ มช. นี่นา)   ไอ้หมิงก็เอาเลย  ยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็ง   แชะ...แชะ...แชะ.... (อย่าเว่อร์  ไม่ดังขนาดนั้นหรอก  มันดังเบาๆเพราะกล้องมันเป็น  digital  รุ่นล่าสุด)   เราก็รีบห้ามหมิงอย่างรวดเร็ว  เพราะไม่รู้ว่าที่นั่นเค้าจะเคร่งเครียดกับเรื่องถ่ายรูปเค้ามากแค่ไหน  กลัวไอ้สองตัวนั่นไม่พอใจ มาทำอะไรละก็  เรากับหมิงเห็นทีจะสู้ไม่ไหวแน่  แต่ละคนตัวโตมาก สูงด้วย  น้ำหนักคงไม่ต่ำกว่า  85  กก. แน่ๆ     สองคนนั้นไม่เห็นเหมือนเชิญกับอิงเลย  เวลามีคนมาถ่ายรูปแทนที่เราจะโกรธ กลับโดนวิญญาณ super star เข้าสิง  ยิ้มสู้ เอียงมุมดีให้ และทำหน้าที่คิดว่าดูดีที่สุดเข้าให้ซะด้วย ....555   แต่ไอ้สองตัวนั่นทำท่าทางหน้ากลัว  หลังจากนั้นหมิงก็เบนเข็มไปถ่ายรถไฟอะไรอย่างอื่นต่อ   นั่งไปซักพักหมิงก็ถามว่าทำไมยังไม่ถึงอีก  (สงสัยมันคงคิดว่าประมาณ 10 กม.  แต่จริงๆไกลนะ  ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่กิโลเมตร แต่รู้ว่านั่งรถประมาณ 30 นาทีก็จะเข้าเขตตัวเมือง) 

    ไม่นานก็เข้าเขตตัวเมือง  แรกๆ  รถ  S-Bahn  นี่มันวิ่งบนดินนะ  พอเข้าเขตตัวเมืองมันลงไปอยู่ในดินเฉยเลย  แต่วิ่งคนละรางกับ  U-Bahn  (เหมือนกับที่ฝรั่งเศส รถ  Metro วิ่งใต้ดิน  รถ  RER  วิ่งชานเมือง)    

    รถไฟก็ผ่านสถานีต่างๆเท่าที่จำได้ก็มีสถานีดังๆที่นักท่องเที่ยวต้องจำให้ขึ้นใจคือ uaptbahnhoft หรือ สถานีที่รถจอดใต้สถานีรถไฟกลาง  --ซึ่งทุกเมืองในเยอรมัน ออสเตรีย  สวิตเซอร์แลนด์  จะมี Huaptbahnhoft เสมอ  ไม่นานนักรถไฟใต้ดินที่เรานั่งก็มาถึงสถานี Huaptbahnhoft  แล้วเราทั้ง 3 ก็เดินสำรวจเกือบทั้งสถานี  ที่นี่เป็นสถานีที่ใหญ่มากๆ  เดินแล้วอาจจะหลงทางได้  เดินไปเดินมาก็นึกขึ้นได้ว่าตั๋วรถไฟ Eurail Pass ที่ซื้อมาถ้าจะให้ใช้ได้ก็ต้องเอาตั๋วไปลงทะเบียนให้ใช้ได้(Validate)ซะก่อน  เลยเอาไปให้เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ช่วยทำให้  เค้าก็เอาตรายางมาปั๊มในตั๋ว  ลงวันที่เสร็จสรรพ พร้อมๆกันนั้นก็วางแผนว่าพรุ่งนี้ถ้าตื่นขึ้นมา ทานข้าวเสร็จแล้วก็จะเดินทางไปเมืองต่อไปเลย และต้องจองตั๋วตอนนั้นเลยด้วย  (เพราะปาเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มแล้ว)   รายการท่องเที่ยวที่ได้มาจากบริษัทอะไรซักอย่างแนะนำให้ไปเที่ยวเมืองอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่นอกเส้นทางไปแฟรงค์เฟิร์ต(ที่เราจะค้างคืนในคืนต่อไป)   เลยไม่กล้าเสี่ยง  สู้ไปเที่ยวเมืองที่อยู่ในเส้นทางดีกว่า  เลยตัดสินใจจองตั๋วไปลงเมืองเวิร์ซเบิร์ก (Wurzburg)      โดยหลังจากที่เสียค่าตั๋ว Eurail Pass แล้ว  ถ้าเราจะจองที่นั่ง ต้องเสียค่าจองอีกคนละ  3  Euro  แต่ถ้าไม่จองก็ขึ้นได้เลยเพราะตั๋วนี้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  แต่กรุ๊ปเราเลือกที่จะจอง (ทั้งๆเรื่องเสียเงินเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่)  เพราะเราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง  ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดี  แล้วก็พากันเดินลากกระเป๋าตุปัดตุเป๋ลงไปหารถไฟใต้ดิน เพื่อไปโรงแรม   (มือใหม่หัดลาก  ...  นานๆไปจะเริ่มเก่ง) 

      คราวนี้พอลงมาเริ่มไม่วุ่นวายกับเรื่องซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแล้ว  เพราะเค้าบอกว่าตั๋วนี้ใช้ได้ 24 ชั่วโมง   เราเลยพากันเลือกสายรถไฟที่จะไปสถานีหน้าโรงแรม  สถานีที่โรงแรมตั้งอยู่ชื่อ  Hilemeran Platz  ซึ่งเราต้องต่อรถใต้ดินไปอีกที       ใช้วิธีดูแผนที่รถไฟใต้ดินขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ข้างฝาผนัง (บนรถก็มี เหมือนรถไฟฟ้ากับรถใต้ดินที่ กทม.)  เราก็ขึ้นรถไฟอีกสายมุ่งหน้าไป Hilemeran Platz  ได้   รถไฟที่นี่จะมีหมายเลขตัวเดียวที่จำได้ ตั้งแต่ 1-8  เมื่อกี๊เรานั่งรถ S-Bahn สาย  8  เข้าเมือง  (นั่งสาย 1 ก็ได้)  นั่งไปก้นยังไม่ทันอุ่นเลย  (อากาศใต้ดินหนาวจะตาย)  ก็ถึงสถานี  Hilemeran Platz   เราก็รีบลากกระเป๋า (แบบทุลักทุเลเหมือนเดิม) ลงรถและขึ้นไปงงกับทางออก    เพราะที่เมืองนอก  ถ้าคุณขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดินแล้วออกทางออกผิด  คุณจะไปโผล่ถนนอะไรซักอย่างที่เกิดมาคุณยังไม่เคยเห็นมาก่อน  ทำให้เสียเวลาในการตั้งต้นใหม่อีกเยอะ  เพราะฉะนั้นเราก็ลองจับบันไดเลื่อนและขึ้นไปที่ไหนซักที่ 

    ปรากฎว่าไปโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้...   มีแต่ป่า และหญ้า.. แถมลวดหนามอีก  ชวนให้นึกถึงฮิตเล่อร์ และค่ายกักกันชาวยิวเลย  ก็นี่มันเยอรมันไม่ใช่เหรอ?   แล้วเค้าจะหาว่าเราเป็นชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รึเปล่าวะ  ยิ่งเหลืองๆซีดๆอยู่ด้วย  ด้วยความตกใจในความโง่ของตัวเอง  พวกเราทั้ง 3 ก็พากันอุ้มกระเป๋าลงไปใต้ดินอีกครั้ง (ไปตั้งต้นใหม่)  ที่ต้องบอกว่าอุ้มเพราะลากไม่ได้  เพราะมันเป็นขั้นบันได ด้านนี้ไม่มีบันไดเลื่อน                        ......โชคดี มีใครก็ไม่รู้สักคนนึงเดินมา  เค้ากำลังสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ  เราก็ถามด้วย  Dialogue เดิมว่า  Ich kann kein Deutsch, Konnen sie Englisch?  (อ่านว่า  อิค  คาน  คาย  ดอยช์,  เคิ่นเน่น ซี  เองลิทช?   แปลว่า  ผมพูดภาษาเยอรมันไม่ได้  คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ?)  มันดันตอบว่า  Yes……    ก็หวานหมูกูละสิ   ถามเลยละกัน 

    I’m confusing about the way to  Arabella Sheraton Hotel, could you please tell me the way?

    เจ้าคนนั้นก็ทำหน้างงๆเล็กน้อยก่อนตอบเราด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่ามั่นใจว่ามันรู้เลยว่า

     “I think this way”

     (พูดพร้อมกับชี้ไปอีกด้าน)                เอาละวะ ...กู....   เชื่อมันก่อน  ถ้าไม่ใช่ก็ลงมาตั้งต้นใหม่ก็ได้  ให้มันรู้กันไปสิว่าดั้นด้นมาจากเชียงใหม่ แต่จะมาตกม้าตายเพราะหาทางขึ้นจากใต้ดินไม่ได้ที่มิวนิค     ว่าแล้วเราก็ขึ้นไป.....  โป๊ะเชะ !!!!   เจอพอดี  ...            ประมาณสามทุ่มของคืนนั้น กะเหรี่ยงสามหน่อจากเชียงใหม่ก็ลากกระเป๋าเดินตุปัดตุเป๋เข้าโรงแรมไป     (และก่อนเข้ายังไม่วายโก๊ะส่งท้าย..............    เนื่องจากประตูเป็นประตูแบบหมุน.....นังเชิญที่วิ่งหน้าเริ่ดนำหน้าเมียกับน้องเข้าไปก่อนดันโดนประตูหมุนมันหนีบ   .....   ดีนะที่อิงไม่รู้........(ไม่งั้นโดนล้อแย่เลย)  ...เฮ่อ...ง่วง...เหนื่อย  เข้าโรงแรมดีกว่า

    เมื่อไปถึงก็ยื่น  Hotel Voucher ให้  แป๊บเดียวก็เดินปร๋อเข้าห้องไป  นัดกับหมิงว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็ให้โทร.มาเรียกไปกินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรมด้วย    เฮ่อ..หลับดีกว่า.....

      

    10  เมษายน  2547 

    เยอรมัน  (มิวนิค- แฟรงค์เฟิร์ต)  และเมืองที่ไม่ได้วางแผนไว้

     

                    เจ็ดโมงเช้าเป๊ะ  (ของเยอรมัน) ก็โทร.ไปหาไอ้หมิงที่ห้อง  ...   มันไม่โทร.มา  เราก็โทร.ไปปลุกมันซะเลย

     จะลงไปกินข้าวแล้ว  ไปสายเดี๋ยวคนในห้องอาหารเยอะ  .............กินไม่สะดวก

      (ประโยคหลังนี้พูดในใจ  เดี๋ยวมันนึกว่าเราคิดจริงๆ)    พากันอาบน้ำ(ร้อน) แต่งตัว  เก็บของ  แพ็คกระเป๋า แล้วก็ลอยชายพากันมาสวาปามของกิน    ดูเวลาเมืองไทยก็ประมาณเที่ยงวันกว่าๆ   แปลกเนอะ..... จริงๆพึ่งจะมาถึงน่าจะมีอาการเจ็ทแล็ค  แต่ในกรณีนี้เราว่าเราตื่นเต้นหละ   มันกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปผจญภัยน่ะ   เลยไม่ลกไม่แล็คกันแล้ว  

                    ส่วนเรื่องการเก็บของ.... ต้องเก็บและสำรวจทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะ   10  กว่าคืนที่ไปเที่ยวนี้ต้องเปลี่ยนที่นอนทุกวัน  (ยกเว้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัม-เนเธอร์แลนด์  และปารีส-ฝรั่งเศส ค้างที่ละ 2 คืน) ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดเพราะจะไม่มีโอกาสกลับมาเอาเลย   เก็บของเสร็จแล้วลงไปกินข้าว แล้วถึงจะขึ้นมาเอาของและลงไป  Check-out 

                    ที่พักที่เราจองเป็นแบบรวมอาหารเช้าสำหรับ 3 คน  และส่วนใหญ่อาหารเช้าในโรงแรมที่ยุโรปจะเป็นแบบบุฟเฟต์ (ยกเว้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเบิร์น สวิสเซอร์แลนด์)ที่เป็นบุฟเฟต์แบบบังคับเลือก  คือคุณจะกินแบบไหน เท่าไหร่ก็ได้ตามรายการอาหารและจำนวนเท่าที่เราให้มา (ทั้งๆที่จ่ายเท่าๆกับที่อื่นๆ)          ......ซึ่งขอบอกว่าไม่ถูกใจจ๊อด......เล้ยยยย...    และเราก็ทำแบล๊คลิสต์ไว้แล้วว่าโรงแรมนี้เป็นแบบนี้  กลับมาเราก็จัดการโทรศัพท์ไปหาบริษัทท่องเที่ยวที่จองโรงแรมให้เรา พร้อมกับ complain และให้ข้อมูลเสร็จสรรพและชักจูงเค้าไม่ให้ส่งลูกค้าไปที่โรงแรมนี้อีก  ฮ่าฮ่าฮ่า..... นี่คือความร้ายกาจของเรา  ......                                  

    เมื่อลงมาถึงห้องอาหารปรากฏว่ากะเหรี่ยงอย่างเราตื่นเช้าเกินกว่าที่ไก่เยอรมันจะโห่ได้  เลยไม่มีใครเลยนอกจากพนักงานเตรียมของกัน  เราก็เลือกมุม และเล็งอาหารที่ละลานตาไว้เต็มที่  วันนี้และทุกๆวันต่อจากนี้เราจะต้องเดินทาง และท่องเที่ยวและใช้พลังงานกันเยอะ เพราะฉะนั้นก็กินตุนเข้าไปก่อนเยอะๆ  มาใหม่ๆแบบนี้ ยังไม่ลืมรสอาหารไทย  เพราะฉะนั้นจึงยังไม่โหยหาเท่าไหร่  เลยพากันกินอาหารยุโรปซะพุงกาง  เท่านั้นยังไม่พอ  ทั้งหมดมีความคิดว่าพวกผลไม้ ขนมปังแห้งๆ เนยแข็ง  เนยเหลว  ผงเครื่องดื่ม  ฯลฯ  อะไรก็ตามที่พอจะพกติดตัวออกไปได้ ให้เอาไปด้วย เพราะไปซื้อข้างนอกจะแพงมหาโหดเลย  - นี่เป็นความคิดที่ไม่ดีเลย - - - แต่เราก็จะทำ ---  

                    หลังจากนั้น (หลังจากที่พากันพกอาหารจนกระเป๋าตุงๆ) ก็พากันเช็คเอ๊าท์จากโรงแรม     ก่อนจะออกไป เราก็เขียนโปสการ์ดส่งให้ตัวเองเป็นที่ระลึก  ส่งให้คนอื่นๆบ้าง และพนักงานก็ถามว่าจะไปไหนกันมีตั๋วรถไฟหรือยัง  ด้วยความที่ไม่รู้ว่าตั๋วเมื่อคืนก็ยังสามารถใช้ได้อยู่  เราเลยซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินที่พนักงานคนนั้นเสนอขายอีก  3  คน  ราคา  8  Euro  ทั้งๆที่จะไปที่สถานีรถไฟกลางที่เดียวเท่านั้น  เฮ่อ  .....  กะเหรี่ยงหนอ....     แล้วก็พากันเดินออกไปนอกอาคาร  เพื่อขึ้นรถใต้ดินไปสถานีรถไฟกลาง    พออกมาปุ๊บวิญญาณนายแบบ นางแบบ และช่างภาพเข้าสิงทันที  เช้าวันนั้นถ้าประชาชนเมืองมิวนิค  ประเทศเยอรมัน  ตื่นแต่เช้า  จะเห็นกะเหรี่ยงซีดๆ 3 ตัว  เดินไป ถ่ายรูปไปอย่างบ้าคลั่งกลางท้องถนน 

    ถ่ายรูปได้ไม่เท่าไหร่ก็พากันลงสถานีรถไฟใต้ดินไปสถานีรถๆไฟกลางที่พวกเราไปเมื่อคืนนี้  แผนแรกที่จะไปเที่ยวคือเมือง  Rothenburg แต่เปลี่ยนใจกันเองเพราะเมืองนี้อยู่นอกเส้นทางที่จะไปพักค้างคืนในคืนนี้   เพราะฉะนั้นเหลืออยู่เมืองเดียวที่น่าแวะเที่ยวคือเมือง Wurzburg  หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราไม่เที่ยวที่มิวนิคก่อนล่ะ    ก็เพราะว่าเราวางแผนเอาไว้แล้วไงว่ามิวนิคจะเป็นเมืองสุดท้ายที่เราจะมาเที่ยวในวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย            เพราะฉะนั้น   ……..   มิรอช้า  เราไปแวะเที่ยวเมือง  กันเถอะ Wurzburg 

    ก่อนอื่นเราก็ต้องเอาตั๋วรถไฟที่เรา  Validate และจองที่นั่งแล้วไปถามทางเค้าก่อนว่าต้องไปขึ้นที่สถานีไหน  ในตั๋วเขียนเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย  แล้วภาษาเยอรมันกับเรานี่รู้เรื่องมากเลยนี่….   พอได้ใจความปุ๊บก็เดินตามหาชานชลา  ขอบอกว่าต้องเดินตามหานะ  ชานชลารถไฟเมืองนอก     ไม่เหมือนชานชลารถไฟเชียงใหม่นะ  ที่มีรางรถไฟแค่ไม่กี่คู่  แต่เนี่ย….  เดินเข้าไปเหอะ  ทั้งกว้าง  ทั้งยาวกว่าจะเจอแต่ละหมายเลข    วีรกรรมกับชานชลารถไฟยังมีอยู่  แต่รอเดี๋ยวนะ     ก่อนขึ้นรถที่สถานีรถไฟกลางเมืองมิวนิค เราก็แอ๊คชั่นถ่ายรูปกันตามระเบียบ(ของเราเอง)   

    ……..  ด้วยความที่เป็นไกด์เก่าไง  ..  เชิญก็โชว์ความเก๋า (ซึ่งจริงๆคือความโก๊ะ)  ออกมาให้เมียกับน้องได้ชื่นชมก่อนเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย    ในตั๋วรถไฟเขียนอยู่ช่องนึง ซึ่งพอจะเดาได้เพราะเป็นตัวเลขว่า  09.55   และ 10.04  เชิญก็ใช้ความเก่งกาจแปลให้ฟังเสร็จสรรพเลยว่า  เนี่ยรถไฟจะมา  9  โมง  55  นาที  และรอซักครู่นึง  แล้วจะออกจากชานชลาเวลา  10  โมง  4  นาทีเป๊ะ  เชื่อผม!!!”    ตอนนี้เรายังไม่ต้องรีบขึ้นเครื่องหรอก    แล้วทุกคนก็ปฏิบัติตามหัวหน้าใหญ่ .....  ผู้โง่เขลา  ...

    Comments

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!310.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None