PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    December 21

    น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (3)

    เริ่มเดินทาง

     

                    แรกสุด...เราเดินทางด้วยเครื่องบินภายในประเทศของการบินไทย  จากเชียงใหม่แต่เช้าตรู่ของวันที่  8  เมษายน  47  .... เพื่อไป กทม.ก่อน   ไปทำไม กทม. เครื่องไปมิวนิคมันออกตอนเที่ยงวันที่ 9 เมษา  ไม่ใช่เหรอ  รีบไปไหน....   5555   นี่เป็นแผนสุดชั่วร้าย   ก็เราจะพากันไปช้อปปิ้งที่ กทม. ก่อนนะซี่.....   อยู่ที่เชียงใหม่ถึงจะมีของให้ซื้อมากมาย  แต่ที่ กทม. ก็มีของเยอะแยะมากกว่า  ทั้ง มาบุญครอง  จตุจักร  เอ็มโพเรี่ยม  สยาม  ฯลฯ     อิงอดกลั้นมานาน  กะว่าจะไปซื้อของแก้เซ็งซะหน่อย     คราวที่แล้วเราก็มาล่วงหน้าอย่างนี้ตั้ง 2 วัน  เพราะพากันมาปล่อยแก่ที่ดรีมเวิด์ล  กับทำธุระอื่นๆด้วย   เช่นธุระซื้อของกับตัดผมที่มาบุญครอง  ธุระดูหนังที่เดอะมอลล์  ธุระกินข้าวเย็นที่เยาวราช  ธุระฟังเพลงที่ร้าน  เดอะ พูล แถวเกษตรตัดใหม่     เฮ่อ....ธุระยุ่งทั้งนั้นเลย    (น่าเบื่อ) !!!!?????             คราวนี้มีโอกาส  มีรึจะปล่อยให้หลุดมือไปได้    ว่าแล้วเราก็พากันเป็นกะเหรี่ยงตั้งแต่ยังไม่ออกจากเมืองไทยเลย       

    เช้าวันนั้นกะเหรี่ยง 3 ตัวจากเชียงใหม่ก็พากันอุ้มกระเป๋าขึ้นรถไปสนามบิน   (ย้ำว่าอุ้ม  จริงๆ  แบกไม่ได้เพราะหนักเหลือเกิน)    พอไปถึงก็อุ้มลงจากรถ  และอุ้มกระเป๋า (ที่เราตั้งใจว่าจะแบกตะลอนทัวร์ทั่วยุโรป)  เข้าไปเช็คอิน      ตอนขึ้นเครื่องมีเรื่องให้ต้องขุ่นใจเล็กน้อยว่าไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง     เราน่ะเป็นโรคไม่ชอบอยู่นิ่งๆ  จะให้มานั่งเครื่องแถวกลางแล้วรอเวลาให้มันผ่านไปเฉยๆจนเครื่องลงน่ะเมินซะเถอะ   สู้นั่งใกล้หน้าต่างแล้วดูนั่นดูนี่สนุกกว่าเป็นไหนๆ    .. ก็อุตส่าห์วางใจว่าเมียรักจะรู้ใจ และจัดการแจ้งความต้องการกับเจ้าหน้าที่ตอนเช็คอินให้อย่างดี    แต่ปรากฏว่าเมียดันไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจสามี  พวกเราทั้ง 3 คนเลยต้องนั่งแถวกลางติดทางเดิน  ไม่มีหน้าต่างให้ดูอะไรเพื่อความตื่นเต้นเลย พอหันไปถามเมียก็ได้คำตอบชวนจี๊ดดดด...ว่า

     ก็อิงนึกว่ายังไงก็ได้นั่งติดหน้าต่าง   

     โอวแม่เจ้า.....  เครื่องบินแต่ละลำมันไม่เหมือนกันนะจ๊ะเมียจ๋า  ถ้าเป็นลำที่มีที่นั่ง 4 ที่เรียงกันน่ะ  อันนั้นชัวร์ว่ายังไงก็ต้องมีคนได้หน้าต่าง    แต่นี่มันลำใหญ่  มี 8-9 ที่นั่งแนวขวาง   ไม่บอกเค้าแล้วจะได้ที่นั่งติดหน้าต่างมาได้ยังไง...โธ่....                    แต่พอเครื่องขึ้นเราก็เล็งแล้วว่าที่นั่งท้ายสุดมันว่างแหง๋ๆ...  พอกินอะไรไปซักพักเราก็ทำเป็นไปเข้าห้องน้ำ แล้วถือโอกาสขอแอร์โฮสเตสนั่งตรงนั้นได้เลย ซึ่งก็ไม่มีปัญหา     ตกลงเราก็เลยได้นั่งติดหน้าต่างแถมยังนั่งควบ 2 เบาะด้วย  พอเครื่องลงก็ไปเจออิงกับหมิงที่ประตูด้านนอก   เฮ่อ........สบายใจคน(โรคจิต)อย่างกู

    8.30 น. เราก็มาถึง กทม.โดยสวัสดิภาพ     หนูเอ๋อแฟนสาวเจ้าหมิงก็มารับไปพักที่บ้าน  ตอนเข้าบ้านเค้าก็เหมือนเคยคืออุ้มประเป๋าเข้าบ้าน  มาถึงตานี้เราชักไม่แน่ใจละว่าจะแบกเป้ตะลอนยุโรปให้รอดได้ยังไง    

    วันนั้นทั้งวันเรา(เชิญกับอิง)ก็พากันไปซื้อของส่งมาที่เชียงใหม่และลำพูน  ส่วนเจ้าหมิงอยู่สวีทกับหนูเอ๋อที่บ้าน 2 ต่อ 2 ..... เอ๊ย  2 ต่อ 5  (เพราะมีพ่อแม่พี่น้องเค้าอยู่ด้วย)

    ซื้อของที่สำเพ็งเสร็จก็มีความคิดจะไปเยี่ยมพสกนิกรที่มาบุญครอง+สยาม+เซ็นเตอร์พ้อยท์  ซะหน่อย  เดี่ยวประชาชนจะลืมหน้า  5555   ตอนอยู่สำเพ็งก็มีไอเดียเจ๋งๆว่าทำไมเราต้องอุ้มกระเป๋าไปมาด้วยล่ะ    ทำไมไม่ติดล้อให้มันซะ  แล้วเราก็จะได้ลากมันอย่างสบายใจ   ว่าแล้วเราก็พยายามถามคนขายของแถวสำเพ็งว่ามีล้อลากกระเป๋าขายไหม   ปรากฎว่าหาไม่ได้    พอมาดูที่มาบุญครองโชคดีว่าเจอ   เลยซื้อมาซะ  2  อัน  (ของเชิญกับของหมิง    ส่วนกระเป๋าอิงมีล้ออยู่แล้ว)    เป็นอันว่าทริปนี้เราจะรอดตัวจากการหลังหักไปได้ 1 เปลาะ  งานนี้ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณเรา  (1 ในหลายบุญคุณ    555 )  เพราะเราฉลาดคิดได้  ไม่งั้นนะ   ต้องแบกเป้งานกร่อยแน่ๆ

    คืนนั้นเราก็พักกันที่บ้านแสนสวยและแสนสุขของหนูเอ๋อ  (ที่อิงแอบค่อนแคะว่ายังกะหลุดออกมาจากแคตตาล็อก หรือนิตยสารบ้านและสวน)   พอตื่นขึ้นมาซัก 8 โมงเช้าก็พากันอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวไปสนามบินดอนเมือง  หนูเอ๋อเป็นสารถีพาไปส่งเช่นเคย      แต่...ช้าก่อน....เครื่องออกเที่ยงครึ่งไม่ใช่หรือ? ท่านจะรีบไปสนามบินแต่เช้าหาพระแสงด้ามใด????      โอววว.... มีคนรู้ทัน   ทำไงดี     จำเราต้องเฉลยแผนชั่วเสียแล้วหรือนี่....      ก็คือว่า...เรากลัวรถติดไง

       ... จะบ้าเหรอ  ติดยังไงแค่จากห้วยขวางไปดอนเมืองมันก็ไม่น่าจะถึง5 ชั่วโมงหรอก 

       คือว่า...คือว่า....   คือว่าเราจะรีบไปเช็คอิน แล้วรีบร่อน Boarding Pass  เข้าไปที่  Duty  Free  เพื่อดูราคาน้ำหอมนะซี้......    (นี่คือแผนชั่วของเรา) 

    และเมื่อเราไปถึง  เราก็ดำเนินการตามแผนชั่วแบบมิรอช้า         รีบเช็คอิน และเข้าไปด้านใน  คราวนี้ไม่ให้พลาดที่นั่งติดหน้าต่างอีก    เราเข้าไปกำกับการเช็คอินอย่างใกล้ชิด  ด้วยกลัวว่าเมียจะทำพลาดอีก โธ่.....  ต้องนั่งนิ่งๆอยู่ในเครื่องตั้ง  11  ชั่วโมงนะเหรอ   เราไม่เล่นด้วยหรอก  แล้วเราก็ได้ที่นั่งติดหน้าต่างสมใจ   เครื่องบินออกจากที่นี่ เที่ยงครึ่ง (เวลาบ้านเรา)   ไปถึงมิวนิคทุ่มนึง (เวลาของที่นั่น)  ใช้เวลาทั้งหมด  11  ชม.  ที่เราต้องนั่งๆนอนๆ งอไปงอมาบนเครื่อง  น่าเบื่อตายเลย  

    เมื่อเช็คอินเสร็จ    ก็เข้าไปห้องพักผู้โดยสารขาออก  (ที่มีร้านค้า  Duty  Free  อยู่ด้วย)  เราว่าเราชั่วละนะ  แต่เมียเราสิ  สุดยอดกว่า... พี่แกเล่นถือสมุดไปด้วยเล่มนึง  เอาไปจดราคาน้ำหอมใน   Duty  Free  เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับน้ำหอมที่จะไปเจอที่ฝรั่งเศส  ถ้าที่ไหนราคาถูกกว่าก็จะซื้อที่นั่น    สุดยอด..    ดีนะที่พนักงานเค้าไม่มาไล่    ส่วนตัวเรานั้น ทำได้แค่ลองน้ำหอมกลิ่นนั้นกลิ่นนี้อย่างเพลิดเพลิน  เจริญใจยิ่งนัก   คราวที่แล้ว  ซื้อ Clinic Happy for Men  ไปหนึ่งขวดกับ  CK-Be  ไปอีกหนึ่ง  ตอนนี้มันทำท่าจะหมดซะแล้ว   จำเราจะต้องเอาไปอีก   แต่อย่าพึ่งซื้อตอนนี้ดีกว่า เพราะยังจะต้องไปข้างหน้าอีกไกล  การแบกขวดน้ำหอมไปไกลๆไม่ใช่เรื่องที่คนฉลาดอย่างเราพึงทำ  555555    และที่สำคัญ  เชื่อเมียไว้ก่อนไม่เสียหาย  เพราะเมียบอกว่าถ้าซื้อไปแล้วไปเจอของราคาถูกกว่าจะเจ็บใจตัวเอง    เมียเราฉลาดดีมั้ยล่ะ....

    หลังจากตระเวนเล่นน้ำหอมทดลองใน Duty  Free  จนพอใจ  ก็พากันไปหาซื้อของสำคัญอีกอย่างสำหรับดาราหน้ากล้องอย่างเรา   นั่นก็คือ.....  ม้วน VDO  สำหรับเอาไว้ถ่ายตัวเอง   คราวที่แล้วเอาไป 2 ม้วน กลับมาทำเป็น  CD  ได้  3 แผ่น  คราวนี้กะจะเอาไปหลายๆม้วนหน่อย   อันที่จริงม้วนที่ติดมากับตัวเครื่องก็มี แต่มันมีม้วนเดียว  คงไม่พอสำหรับดาราเจ้าบทบาท   แหม๋...   ก็เก็บไว้เป็นที่ระลึกน่ะ      แต่พอไปหาซื้อจริงๆ  ร้าน Duty  Free  ที่คิดว่าจะมีกลับไม่มี    เพราะรุ่นที่เราไปหาซื้อนั่นเดี๋ยวนี้เค้าไม่ผลิตขายแล้วหละ   เดี๋ยวนี้เค้าใช้กล้อง VDO แบบ  digital กันหมดแล้ว    ไปซื้อร้านไหนก็ไม่มี   เอาไงดีวะ....  สุดท้าย.....  ก็ไม่ได้อะไรเลย...ฮือ ฮือ   กูจะทำยังไงดีละเนี่ย    เสียงอิงแว่วมาว่า

     เชิญก็ใช้ม้วนที่มีนั่นแหละ มันถ่ายได้เยอะเหมือนกันนะ       เราก็เลยจำเป็นต้องหยุดการค้นหาม้วน VDO  นับแต่บัดนั้น

    ประมาณ  สิบเอ็ดโมงกว่าๆก็พากันเดินไปที่  Gate  หรือประตูทางขึ้นเครื่องบิน   แต่เดี๋ยวก่อน......  เราหิวขึ้นมานิดๆ หาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า  ว่าแล้วก็แวะร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายในนั้น หาอะไรมาแทะกิน  เพราะคำนวณดูแล้วว่ากว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็เที่ยงกว่าๆ  กว่าเครื่องจะออกก็เกือบบ่าย  กว่าแอร์โฮสเตสจะเสิร์ฟอาหารก็โน่นแน่ะ บ่ายสองละมั้ง  งานนี้หิวใจสั่นแหง๋ๆ....   ตอนจะซื้อดูราคาแล้วว่าแพง  แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นๆ  ถามอิงกับหมิงว่าจะกินด้วยไหม  ทั้งสองคนดูราคาแล้วบอกว่า

     ไม่กิน..แพง

     เราก็เลยจำใจกินคนเดียว  แต่พอซื้อมา  555  ผีชูชกสิงพวกมัน  มาแทะกินกันใหญ่เลย  เราน่ะโอ.เค. อยู่แล้วเพราะจะได้รู้สึกว่ามีคนมาช่วยแบ่งปันความรู้สึกว่าไอ้เนี่ยแพง  ออกไป     เลยเปลี่ยนกันแทะใหญ่เลย  เชิญกัดคำนึง  ไอ้หมิงเอาไปเลียทีนึง  อิงเอามาแทะอีกที      อ้วกกกก.........   

     

    เสร็จแล้วเราก็พากันไปขึ้นเครื่อง   และเมื่อรอผู้โดยสารพร้อม  พนักงานต้อนรับพร้อม  เครื่องพร้อม  รันเวย์พร้อม    บ่ายกว่าๆของวันที่  9  เมษายน  2547  เครื่องโบอิ้ง  747  ของการบินไทยก็พาเราเหินฟ้าสู่เมืองมิวนิค  ประเทศเยอรมัน

     

     

     

     

     

     

    อยู่บนเครื่อง

                     หลังจากที่เครื่องบิน  take off  ได้ประมาณ 30 นาทีแอร์โฮสเตสก็ทยอยนำเครื่องดื่มและอาหารมาเสิร์ฟ  ก็ตามเคยที่เราทั้งสามจะต้องกินทุกอย่างที่เค้านำเสนอ ไม่ใช่เพราะหิว  แต่เพราะเรากะจะเอาให้คุ้ม   โธ่...  ก็การบินไทยน่ะเก็บค่าตั๋วเราทั้งสามคน รวมกันทั้งขาไป ขากลับ ทั้งในและนอกประเทศเกือบสิบเที่ยว กวาดเงินเราไปเท่าไหร่แล้ว   กินแค่นี้ยังน้อยไป     เราว่าจะกินมันทั้งลำเลยนะนั่น......   ว่าแล้วข้าพเจ้าก็เรียกไวน์แดง  ตามด้วยไวน์ขาว  เจ้าหมิงก็สั่งคอนยัค  ตามด้วยวิสกี้   อิงก็สั่งเครื่องดื่มอะไรก็ไม่รู้  แล้วเราตีสนิทกับแอร์โฮสเตสจนเค้ารู้แล้วว่าถ้าผ่านแถวที่มีไอ้กะเหรี่ยง 3 ตัวนี่เมื่อไหร่  จะต้องมีอะไรอยู่ในปากพวกมันเสมอ      ......ผลก็คือ  ทั้งเชิญทั้งหมิงหน้าแดงๆ  ส่วนอิงก็ตาปรือ  เพราะแอบชิมไวน์ที่เชิญสั่งมา

     

    .....ยัง.... ยังไม่หมด  เรายังปั่นป่วนความสงบบนเครื่องด้วยการส่งตัวแทน  (ซึ่งก็แน่อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเชิญ)  ไปขอไพ่มาหลายๆสำรับ  ขอผ้าปิดตามาหลายๆอัน (ทั้งๆที่เราก็มีตาแค่ 3 คู่นะแหละ)  แล้วเราก็มาตั้งวงเล่นไพ่กัน  เล่นได้ซักพักก็เบื่อ  พากันนอนหลับ  เหลือเวลาอีกตั้ง 10 ชม. กว่าจะถึง     นอนยังไม่ทันหลับเลยกัปตันดันประกาศว่ากำลังบินอยู่บนน่านฟ้าประเทศพม่า   ต่อม ตื่น มันทำท่าจะทำงานอยู่แล้ว  ยิ่งมีคนมากระตุ้นมันเลยนอนไม่หลับเลย  เอาไงดีวะ..อิงกับหมิงหลับไปแล้ว  ไม่มีคนเล่นด้วยเลย   เหลือบไปเห็นโปสการ์ดที่ติดมากับเมนูอาหารของการบินไทย  สีเหลืองอ๋อยเชียว  ....  เลยเขียนโปสการ์ดส่งให้ใครต่อใครที่บ้านดีกว่า    ไม่สวยช่างมันแต่หางานมาทำแก้เบื่อก่อนดีกว่า   ว่าแล้วก็เขียนโปสการ์ด  เขียนไปเขียนมาอิงก็ตื่น  นั่งคุยกันซักพักก็หลับไปอีก  (แต่เราหลับไม่ลง)  มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่เมฆ  เบื่อจัง    รู้สึกปวดขาเลยไปเดินแถวหลังเครื่องบ้าง  เข้าห้องน้ำบ้าง  ล่อลวงเด็กลูกครึ่งมาคุยบ้าง  ดูเวลาก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน ........ เฮ่อออ.....  กูเบื่อ......     ข่มตาให้หลับได้ซักครู่เดียว ตื่นขึ้นมาแอร์โฮสเตสเอาอาหารมาเสิร์ฟอีกแล้ว   คราวนี้ดูนาฬิกา  วู้ๆๆๆ....อีก 2 ชม.ก็ถึงแล้ว  ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน   มองไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะปกคลุมยอดเขาเต็มเลย  ดูจากแผนที่บนหน้าจอที่แสดงคิดว่าคงอยู่ประมาณประเทศบัลแกเรียหละ   ตอนนี้มีกำลังใจหน่อย เพราะใกล้จะถึงแล้ว  เลยกินข้าว(จืดๆของการบินไทย)ได้อร่อย    

     

     

    ถึงแล้วมิวนิค-เยอรมัน   ( 9 เมษายน  2547 19.00 น.)

     

                    ไม่นานนักกัปตันก็ประกาศนำเครื่องลง  ทุกคนก็ตื่นเต้นคึกคัก ขยับตัวกันใหญ่  มองดูนอกหน้าต่างเครื่องบิน  เวลาของเยอรมันก็ราวๆ 1 ทุ่ม  ของบ้านเราก็ประมาณเกือบตีหนึ่งของอีกวันแล้ว   ไม่นานนักพวกเรา  -กะเหรี่ยงทั้ง 3 จากเชียงใหม่- ก็มาเดินปร๋อรอกระเป๋าในอาคารผู้โดยสารขาเข้าแล้ว  พอได้กระเป๋า  โจทก์แรกที่ต้องแก้ให้ได้คือ   *จะหาทางไปโรงแรมได้ยังไง???*  ถ้าเป็นที่เชียงใหม่ก็เรียกรถแดง  ถ้าเป็น กทม.ก็เรียกแท็กซี่   แต่นี่มันมิวนิค....   จะให้ไปรถรับจ้างหรือแท็กซี่นะฝันไปเหอะ.... แพงมหาโหด   ลืมไปได้เลย  เชิญก็เกิดนึกขึ้นได้ว่านั่งรถไฟเข้าเมืองได้  ใช้เวลาอีกประมาณ  30  นาที  

    (อันที่จริงอ่านมา  ไม่ได้นึกขึ้นเองหรอก)

      ส่วนนังหมิง กะ นังเมียน่ะ อย่าได้ไปหวังพึ่งอะไรเค้าเลย  เค้าตะหากที่หวังพึ่งเชิญสุดชีวิต   ฮิ ฮิ ฮิ   เราจะหลอกมาชั่งกิโลขายเมืองนอกซะให้เข็ดเลย  

                    แล้วเรา(เชิญคนเดียว.... ส่วนอิงกับหมิงลากกระเป๋าตามมาแบบทุลักทุเล จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว) ก็ถามหาทางไปสถานีรถไฟ  เพราะเคยอ่านเจอว่าสถานีรถไฟเค้าอยู่ใต้อาคารผู้โดยสารนั่นแหละ  ไม่ต้องเดินไกล  รถไฟที่มิวนิคนี้มีรถไฟอยู่ 2 แบบคือ แบบแรกเรียกว่าS-Bahn       เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างตัวเมืองมิวนิคกับรอบนอกหรือชานเมือง    กับแบบที่ 2 คือ U-Bahn  เป็นรถไฟใต้ดินที่วิ่งภายในตัวเมืองมิวนิคเท่านั้น    คำว่า Bahn ในภาษาเยอรมันน่าจะแปลว่ารถไฟหรือเครื่องยนต์   เพราะคำว่า  Bahnhoft(บาห์นโฮฟ)  แปลว่าสถานีรถไฟ  คำนี้เราเจอบ่อยเพราะชีวิตนับแต่นี้เป็นต้นไปเกี่ยวข้องกับรถไฟ รถราง รถไฟใต้ดินตลอด  Autobahn(ออโต้บาห์น) ก็แปลว่าทางสายซุปเปอร์ไฮเวย์ ส่วนคำว่า  Flugafen(ฟลูกาเฟน) นี่จำให้ดีเลย  เพราะแปลว่าสนามบิน เห็นป้ายบ่อยๆ   เผื่อมีเส้นทางที่เราต้องเกี่ยวข้องกับสนามบินแล้วไม่รู้คำนี้แล้วแย่เลยนะ    แล้วประเทศแถวๆนี้เค้าใช้ภาษาเยอรมันกันเยอะ  เราเลยต้องทำตัวให้คุ้นเคยซักหน่อย  ทั้งในเยอรมันเอง  สวิตเซอร์แลนด์  หรืออย่างคราวที่แล้วไปออสเตรียกับลิคเตนสไตน์  ก็พูดภาษาเยอรมันกันหมด   เรามี Dialogue ประจำตัวอยู่หนึ่งประโยคเวลาจะถามอะไรคนแถวนี้คือ

    Ich kann kein Deutsch, Konnen sie Englisch?  (อ่านว่า  อิค  คาน  คาย  ดอยช์,  เคิ่นเน่น ซี  เองลิทช?   แปลว่า  ผมพูดภาษาเยอรมันไม่ได้  คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ?)   ถ้าฝรั่งเยอรมันคนใดหลวมตัวตอบว่า  Yes  หรือ  A little bit.  ละก้อ    มันผู้นั้นจะตกเป็นเป้าหมายในการหาข้อมูลของเราทันที  แต่ถ้ามันตอบกลับมาด้วยสีหน้าไม่รู้เรื่องละก้อ เราจะพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายรายต่อไปอย่างไม่ลังเล 

    คราวนี้ก็เช่นกัน   เป้าหมายเป็นเด็กผู้หญิงที่เป็นผู้ปั๊มตราอะไรก็ไม่รู้ให้แก่เราตรงทางออก   เราก็ถามเธอทันที  โชคดี(ของเรา)ที่เธอพูดภาษาอังกฤษได้   แต่โชคร้ายของเธอที่เชิญดันไปให้เธออธิบายความแตกต่างของ  S-Bahn  กับ  U-Bahn           ก็อยากรู้นี่นา  ...  ไม่ถามแล้วจะรู้ได้ไงล่ะ   กูไม่ใช่ ตู่รู้นะ (โปรดอดใจรอและอ่านต่อไปเรื่อยๆ  ท่านจะรู้ว่า ตู่รู้ เป็นใครและทำวีรกรรมวีรเวรอะไรกับอิงไว้ที่ฝรั่งเศส)            

    ตอนเดินจาก  Termial 2  ไป Termial 1 เพื่อขึ้นรถไฟนั้นผีช่างภาพก็เข้าสิงอิงกับหมิงทันที  (ส่วนเชิญก็ผีนายแบบเข้าสิง)  ทั้งๆที่เมื่อยแสนเมื่อยจากการนั่งขดขนเก้าอี้ในเครื่องบิน  แทนที่จะรีบๆกลับโรงแรม    แต่....โน....  งานนี้กำไรคือการท่องเที่ยว  ไม่มีเหนื่อยง่ายๆหรอก  อิงกับหมิงก็ควักเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปบรรยากาศภายใน  Termial 2  ของท่าอากาศยานมิวนิคที่ชาวเยอรมันเค้าภูมิใจว่าทันสมัยนักหนา  สวยด้วย    ส่วนเชิญก็คว้ากล้องถ่ายรูปกับขาตั้งออกมามั่ง  ไม่ถ่ายใคร  เน้นถ่ายตัวเองเป็นหลัก  5555  ก็บอกแล้วว่ามีขาตั้งกับมีรีโมทงานนี้ไม่ง้อใคร    อิงกับหมิงน่ะสิตลก   อิงถ่ายรูปให้หมิง  หมิงถ่ายรูปให้อิง  ส่วนเชิญน่ะถ่ายรูปให้เชิญเท่านั้น 5555    เพราะฉะนั้นสองพี่น้องนั่นไม่มีรูปตัวเองในกล้องตัวเองซักเท่าไหร่หรอก  ยามที่อิงรู้สึกตัวว่าสามีกำลังเอาใจออกห่างโดยการไม่ถ่ายรูปให้(แต่ถ่ายรูปตัวเอง)  ก็จะโวยวายซักครั้งนึง  แล้วก็วิ่งมาแจมด้วย   แรกๆเชิญจะเล่นทีอิงเผลอตลอด  หลังๆอิงชักจะรู้ตัววิ่งมาแจมด้วยทุกทีเลย   ถ่ายรูปไปมาอากาศชักจะไม่เป็นใจเพราะเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เชิญเริ่มปวดเล็บมือขึ้นมา  เลยงัดเอาถุงมือมาใส่  ถ่ายรูปซักพักจนเป็นที่พอใจ(ของอิงกับหมิง) ก็พากันลงบันไดเลื่อนไปสถานีรถไฟ

    พอไปถึงรถไฟยังไม่มา  เนื่องจากนี่เป็นสถานีต้นทาง เลยต้องรอ  แต่ที่เยอรมันดีตรงที่ว่ามันมีป้ายบอกว่ารถไฟที่จะมา เป็นสายอะไร   รออีกกี่นาที  แล้วเราก็ดูประกอบกับแผนผังที่เค้าติดไว้ตรงผนังว่าสายที่จะมามันผ่านเส้นทางเรารึเปล่า  หรือว่าเราสามารถไปต่อสายอื่นที่สถานีข้างหน้าได้ไหม อันนี้สำหรับเราไม่มีปัญหา  เพราะเราสามารถเดาภาษาเยอรมันได้บางคำ  รู้ว่าต้องเข้าเมืองก่อน  แล้วพอเข้าเมืองและจะไปโรงแรมไม่ใช่เรื่องยาก   แต่ที่ยากคือจะซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติยังไง   ไม่มีคนขาย  มีแต่เครื่อง  แล้วถ้าไม่มีตั๋วเราก็กลัวว่าจะขึ้นรถไม่ได้  กลัวว่าขึ้นไปแล้วจะโดนปรับ  กลัวว่าฯลฯ     โอ๊ยย...ทำไงดี   จะพึ่งอิงกับหมิงก็สองคนนั่นก็จะพึ่งเรานี่นา   พอมีฝรั่งเดินมาเราก็ถาม  แต่หมอนั่นก็ไม่ค่อยรู้ว่าต้องซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่  กลัวซื้อราคาน้อยมันจะดีดเราลงจากรถไฟ  กลัวซื้อมากไปจะเสียตังค์ฟรีอีก  พอเห็นว่ามันคงจะเสียเวลากับไอ้กะเหรี่ยง 3 ตัวนี่มามากแล้ว  มันก็จากไปโดยที่เรายังไม่ได้ตั๋วเลย  ฮือ...ฮือ....กูจะทำยังไงวะเนี่ย  .... 

    Comments

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!259.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None