| PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists | Help |
|
December 21 เรื่องอ่านเล่นๆ... น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ เป็นความประทับใจส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้ใครมาประทับใจด้วย แต่.. แค่อยากเขียนเอาไว้ และเล่าให้ลูกฟัง ในฐานะที่ลูก.........เกิดมาจากทริปนี้ ทริปที่ Papa & Mommyและอากู๋(หมิง) พากันไปตะลอนยุโรปวันที่ 9-21 เมษายน 2547 มันเป็นความทรงจำดีๆที่น้อยคนจะมีได้ เพราะฉะนั้น This ’s why I proudly present it to you. (เยอรมัน-เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์-เยอรมัน)
และขอบอกไว้ก่อนว่า เรื่องราวต่างๆไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หรือคู่มือที่จะให้ผู้อ่านนำไปใช้ เพื่อการท่องเที่ยวได้ แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น และถ้าผู้อ่านเป็นคนใกล้ชิด และคนสนิทที่รู้จักทั้ง เชิญ+อิง+หมิง ก็จะดีมาก แต่ถ้าไม่ใช่ ... ก็ใช้อ่านฆ่าเวลาได้นะ จั่วหัวเรื่องไว้ว่า “น้ำพริกตาแดง เนยแข็ง และเกรี่ยง” ตอน กำเนิดนางฟ้าน้อยเอิญเอิญ อย่างนี้คงจะงงๆกันบ้างว่าชื่อเรื่องมีความสัมพันธ์ยังไงกับเนื้อเรื่อง ใจเย็นๆครับ ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ น้ำพริกตาแดงเป็นอาหารของคนไทย โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ นอกจากน้ำพริกหนุ่มแล้วก็มีน้ำพริกตาแดงนี่แหละที่อร่อย ... แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องยังไงฟะ .... ก็มันเป็นอาหารเพื่อชีวิตของเราทั้งสองหนะสิ ถ้าไม่ได้น้ำพริกตาแดงเราต้องตายด้วยความเลี่ยนนมเนยแน่ๆเลย ไปตั้งสามคน แล้วทำไมช่วยชีวิตคนได้สองคนล่ะ .... เพราะอีกคนนึงกินเผ็ดไม่ได้น่ะสิ เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วย แต่สำหรับอีกสองคนที่เหลือ (คือเชิญกับอิง) ต้องกินเผ็ดๆเท่านั้นถึงจะแซ่บ .... ส่วนชื่อตอน “กำเนิดนางฟ้าน้อยเอิญเอิญ” that’s unimportant to tell how my little angel EARN EARN comes. She must come from this trip. แต่จะเป็นที่ไหนและยังไงอันนี้ Papa ก็ไม่รู้ครับลูก และสำหรับเพื่อนๆสุดที่รักของเชิญและอิงที่ออกแนวโรคจิตนิดๆ อาจจะถามว่าทำยังไง และคาดหวังว่าจะได้อ่านบทอัศจรรย์ในเรื่องราวนี้ อันนี้ขอบอกว่าเสียใจด้วยนะพวกโรคจิต ไม่มีโว้ย .. กรูไม่ใช่โรคจิตประเภท Exhibitionism ที่ชอบจัดนิทรรศการแสดงสินค้า อยากอ่านนักก็ไปซื้อหนังสือมาอ่านเอง หรือไม่ก็ไปเช่าแผ่นมาดูซะ กะเหรี่ยงเป็นใคร ทำไมต้องเรียกกะเหรี่ยงด้วย กะเหรี่ยงเป็นชนกลุ่มน้อยของไทยไม่ใช่เหรอ พูดแบบนี้ดูถูกเค้าหรือเปล่า จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ กะเหรี่ยงในที่นี้คือเชิญ+อิง+หมิง สามชีวิตหน้าตาเด๋อด๋า นิสัยโก๊ะๆ ที่ไปปล่อยไก่หลายตัวในที่ๆไม่ควรปล่อย แต่... ช่วยไม่ได้ ก็ผมไม่รู้นี่นา ... ในเรื่องนี้กะเหรี่ยงประกอบด้วย · ผมเอง-เชิญ-หนุ่ม(เกือบจะ)หล่อ อดีตไกด์นำเที่ยว ที่บัตรไกด์หมดอายุนานแล้ว แต่ก็ยังดันทุรังจะนำเมียและน้องเมียไปเที่ยวในดินแดนบางที่ที่ยังไม่เคยไป (แต่บางที่ก็เคยไปมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เมืองมิวนิค-ประเทศเยอรมัน) · อิง-สาวสวยผู้เป็นภรรยาไกด์หนุ่มหล่อ (555) · หมิงหมิง หรือ เจ้าหมิง หรือ ไอ้หมิง (เวลาหงุดหงิด)-น้องชายอิง คุณหมอหมาดๆจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กำลังรอเวลาไปบรรจุเป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่เชียงราย รอไปรอมามันคงเบื่อ เลยฆ่าเวลาด้วยการท่องเที่ยวซะเลย ก่อนหน้านี้ทั้งอิงและหมิง ได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว เพราะครอบครัวสนับสนุนให้เดินทางหาความรู้และความเพลิดเพลิน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ที่ต้องเดินตามหัวหน้าทัวร์ต้อยๆๆเหมือนลูกเป็ด ทั้งสองคนยังไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศด้วยตนเองเลย ทั้งๆที่ทั่วโลกนี้ไปเที่ยวมาเกือบหมดแล้ว เช่น อเมริกา ประเทศแถบยุโรป ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียตนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฟินน์แลนด์และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ฯลฯ ....แต่เชิญนั้นยังเป็นหนุ่มบ้านนอก ไม่เคยไปเที่ยวเมืองนอกกับเขาเลย แต่ในเมืองไทยนี้ถึงจะเที่ยวไม่หมดแต่ก็รู้แหล่งท่องเที่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นคนชอบการท่องเที่ยวมากๆ และเมื่อก่อนเคยทำงานไกด์อยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องการท่องเที่ยวในแถบภาคเหนือของไทยคงไม่ต้องพูดถึง เพราะรู้หมดแล้ว แต่ภาคอื่นๆยังต้องอาศัยการอ่านอยู่บ้าง เมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองนอกครั้งแรกกับกรุ๊ปทัวร์ ก็เกิดอาการเบื่อเหลือเกินกับการรอคนนั้นคนนี้ เบื่อสูตร6-7-8 คือตื่น 6โมงเช้า ทานอาหาร 7 โมงเช้า รถออก 8 โมงเช้า หรือการจำกัดเวลาในการท่องเที่ยว บางเมืองบางมุมเราก็อยากนั่งอยู่นานๆเพราะเงียบ สงบดี นั่งแล้วรู้สึกสบายใจ แต่กรุ๊ปทัวร์ต้องไปต่อ บางที่เราก็เห็นว่าไม่มีอะไรเลย พาเรามาทำไม แต่กรุ๊ปต้องมา อย่างเงี้ย..... เลยหมายมั่นปั้นมือกับอิงว่าถ้าจะต้องมาเที่ยวอีก จะไม่ขอมากับกรุ๊ปทัวร์ จะกลับไปทำงานหาเงินเยอะๆแล้วมาเที่ยวเองให้ได้ ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าก็ตาม แต่...โอ้...พระเจ้าช่างเข้าข้างคน(หน้าตา)ดี ......... ในไม่ช้าไม่นานนักเชิญกับอิงก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวในรูปแบบที่หวังไว้จริงๆ อยากรู้ไหม ว่าเป็นยังไง ลองอ่านต่อไปซิครับ
เรื่องมีอยู่ว่า ... เมื่ออิงกับเชิญแต่งงานกันแล้ว ก็ได้ไปเที่ยวยุโรปกับคณะทัวร์กันหนก่อน (วันที่ 21 – 30 กันยายน 2546)
คราวนั้นไป 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์-ลิคเตนสไตน์-ออสเตรีย-เยอรมัน และที่เยอรมัน เมืองสุดท้ายที่เที่ยวคือมิวนิค พอเที่ยวเสร็จก็ขึ้นเครื่องกลับบ้าน บนเครื่องการบินไทยวันนั้น แอร์โฮสเตสแจ้งว่าให้ผู้โดยสารกรอกเอกสารที่แจกให้ และจะมีการจับฉลากชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิวนิค 10 ที่นั่ง วันนั้น.....อิงผู้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากการนอนหลับก็โยนเอกสารนั้นมาให้ เชิญ.....ชายหนุ่มผู้ที่ถึงแม้จะไม่เคยมีโชคหรือลาภลอย แต่ด้วยความงกกลัวเสียโอกาสก็จัดการกรอกเอกสารทั้งหมดด้วยตนเอง ก่อนเครื่องลงที่ดอนเมืองซัก 1 ชั่วโมง แอร์โฮสเตสก็รวบรวมเอกสารและทำการจับรางวัลทันที โป๊ะเชะ...!!!! พนักงานก็ประกาศชื่อคนที่ได้รับรางวัลเรื่อยๆ อิงกับเชิญก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน( แปลว่า อย่างอยากได้..แต่ก็ปากแข็งว่าเราน่ะไม่ได้หรอก ดวงไม่ดี อะไรประมาณนั้น) “เราน่ะไม่เคยมีโชคทางด้านนี้เลยเนอะ”อิงพูด “เออเนอะ.... เรื่องลาภลอยนี่ผมไม่เคยมีเลย ทุกอย่างในชีวิตที่ได้มาก็ต้องหามาเองหมด ไม่เคยได้อะไรมาฟรีๆ” และ ฯลฯ เสียงพนักงานต้อนรับดำเนินการจับฉลากไปเรื่อยๆ “ท่านต่อไปนะคะ.... คุณวันวิสาข์ค่า.....” ...”นี่ก็คงเป็นวันวิสาข์อื่นที่ชื่อคล้ายกันนั่นแหละอิง” เชิญพูดปลอบใจตัวเองและอิง ก็กลัวจะพากันผิดหวัง เลยไม่หวังไว้ก่อนดีกว่า “อิงก็ว่างั้นแหละ......” “ขอเชิญคุณวันวิสาข์ วิภูสัตยามารับรางวัลตั๋วเครื่องบินฟรีด้วยค่ะ......” !!!!????!! พระเจ้าช่วย ได้ตั๋วฟรี !!!??? กรี๊ดดดดด...... (เสียงร้องในใจอิง) แล้วก็ถลาไปรับรางวัลไม่รั้งรอ... พออิงไปรับรางวัล เค้าก็เอาเข็มกลัดอันเป้งมีไฟกระพริบมาติดหน้าอกอิง ทำให้อิงดูดีกลายเป็นผู้หญิงมีไฟขึ้นมาทันที แล้วเราก็กลับถึงบ้านที่เชียงใหม่และวางแผนเงียบๆกัน 2 คน ว่าจะไปเที่ยวกันอีกเมื่อไหร่ดี เพราะตั๋วนี้ต้องใช้ภายใน 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2547 เท่านั้น และเปลี่ยนมือหรือโอนให้ใครไม่ได้เลย ที่บอกว่าต้องวางแผนเงียบๆเพราะว่าเดี๋ยวจะโดนด่าเอา พึ่งมาถึงเมืองไทยได้ไม่ทันไร วางแผนจะเที่ยวกันอีกแล้ว หาเรื่องเปลืองเงินอีกหละสิ..... ด้วยเหตุนี้ เราทั้งสองก็เก็บอาการลิงโลดไว้ในใจว่าปี 47 จะได้ไปเที่ยวอีกแล้ว รอไว้จังหวะว่างๆจากงาน และจากภาระทั้งหมด รอให้ปาป๊ากับหม่าม้าอารมณ์ดีๆ เราจะค่อยๆเฉลยแผนว่าเราคิดจะทำอะไรกันอยู่ ... แล้วก็เป็นไปตามคาด ... ด้วยความชาญฉลาดในการเจรจาของเชิญ( คือชี้ชวนให้เห็นว่าได้ตั๋วฟรีมาแล้วต้องใช้ ไม่งั้นจะเสียโอกาส ทั้งๆที่ฟรีชื่ออิง แต่ถ้าจะไปก็ต้องไปกัน 2 คน ...ก็ใครล่ะจะปล่อยให้อิงไปคนเดียวได้ ..เรื่องนี้เรารู้ดี hee hee hee) แต่ปาป๊ากับหม่าม้ามีข้อแม้ว่าจะต้องพาเจ้าหมิง-น้องชายอิงไปเที่ยวด้วย เจ้านี่มันเครียดจากการเรียนแพทย์มา 6 ปี พึ่งจบและกำลังจะไปประจำที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ก่อนที่มันจะลุยงานก็อยากไปผ่อนคลายก่อน อิงกับเชิญก็โอเค แต่เก็บอาการไว้ ไม่อยากลิงโลดให้เห็นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเขม่นเอา ส่วนเจ้าหมิง ให้มันไปเป็น กขค. ด้วยก็คงไม่เป็นไร ไปถึงโน่นก็หลอกให้มันไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ตามประสาของมัน เราก็จะได้เที่ยวกันสองต่อสองได้ (นี่เป็นแผนร้าย) จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นฮันนีมูนรอบสองของเราดีๆนี่เอง รอบแรกเราก็กะว่าจะได้ลูกด้วย แต่รอเท่าไหร่ก็ไม่มี เลยไปให้หมอตรวจดู ปรากฎว่าอิงมีเนื้องอกในรังไข่ ก็ผ่าตัดออกไปเมื่อ 6 มกราคม 2547 หมอบอกว่ารอซัก 2-3 เดือนก็มีลูกได้ เราก็รอ และก็กะว่าจะใช้โอกาสฮันนีมูนรอบ 2 นี่แหละมีลูก แต่ไม่เป็นไร ถึงเจ้าหมิงจะไปด้วยเราก็ฮันนีมูนได้ ก็แหม... มันต้องนอนกันคนละห้องอยู่แล้ว ใครจะมานอนรวมกันทั้ง 3 คน อึดอัดจะตายชัก แล้วแผนร้ายเรื่องการลุยยุโรปของเราก็เริ่มขึ้น................... ในตั๋วฟรีของการบินไทยที่ได้มา มีข้อกำหนดคือ นอกจากต้องใช้ภายใน 1 เมษายน- 30 มิถุนายน 2547 หรืออีกนัยหนึ่งเส้นทางต้องเป็นเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิวนิคเท่านั้น นี่เป็น flight บังคับจริงๆ ถ้าจะไปมิวนิคอย่างเดียวแล้วไปจบที่อื่นก็ย่อมได้ แต่มันก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็มันเรื่องอะไรล่ะ ก็ในเมื่ออุตส่าห์เป็นผู้โชคดี 1 ใน 10 รายจากจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดบนเครื่อง โบอิ้ง 747 แล้วทำไมต้องเสียตังค์เพิ่มเล้า... ...เราเริ่มและจบทริปที่เดียวกัน และเที่ยวเป็นวงกลมดีกว่า แผนการท่องเที่ยวน่ะเรายอมเปลี่ยน แต่แผนการเสียตังค์เราไม่ยอม .. 5555... แล้ว.... เชิญก็เริ่มวางแผนการท่องเที่ยว แรกสุด โทร.ไปถามเพื่อนผู้มีประสบกาม เอ๊ย ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวตามที่ต่างๆทั้งในและนอกประเทศอย่างคุณนุชนาฏ โรจน์รุ่งเรือง หรือ นังอุย เพื่อนสุดซี้..... มันก็แนะนำว่าในเมื่อแกเคยไปเที่ยวแถบมิวนิค และแคว้นบาวาเรียซึ่งเป็นเยอรมันตอนใต้แล้ว ทำไมต้องไปเที่ยวที่เดิมอีก ก็เที่ยวขึ้นเหนือของเยอรมันไปเลยซี้........ ขึ้นไปเรื่อยๆจนจะสุดชายแดนก็ค่อยข้ามไปประเทศอื่นๆ แล้ววกกลับมาที่มิวนิคที่เดิม นังโง่...... (เสียงด่านังอุย) ..เออ.. ความคิดนี้เข้าท่าแฮะ .. เราจะได้ไปลุยที่ที่ไม่เคยไป และจะได้ดูบ้านดูเมืองอื่นๆเยอะๆ หลังจาก get Idea แล้วก็ไปหาแผนที่มาดู และซื้อหนังสือมาอ่าน แต่ก็ยังมือแปดด้านอยู่ดีว่าแต่ละเมืองที่เราจะไปน่ะ มันมีอะไรน่าดูบ้าง ไปน่ะไปได้ แต่ไปแล้วไม่รู้จะไปเที่ยวดูอะไรนี่สิมันน่าเจ็บใจ อย่ากระนั้นเลย.... เราเคยไปเที่ยวยุโรปมาแล้วกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ให้เขาจัดรายการท่องเที่ยวมาให้เราดูดีกว่า ........ ด้วยความที่ไม่มีความรู้ในที่ที่จะไปเที่ยวเลย (แต่ก็ยังดันทุรังจะไปเอง ...ไม่ยอมจ้างใครพาไป) จึงบอกบริษัททัวร์ให้จัดรายการตามที่เราต้องการมาให้เราหน่อย เราต้องการทุกอย่างทั้งรายการท่องเที่ยว รายการโรงแรม รายการการเดินทางภายในประเทศของประเทศต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่เราไม่ต้องการคือเพื่อนร่วมทางและคนนำเที่ยว (เพราะเรามีแล้ว ....555....) โดยบอกข้อแม้เรื่องตั๋วเครื่องบิน และบอกกำหนดวันเวลาที่จะไปและวันที่จะกลับที่เราต้องการเสร็จสรรพ รออึดใจเดียว (อึดใจคนจมน้ำ ก็ แค่ประมาณ 2-3 วัน) คุณอะไรก็ไม่รู้ก็แฟกซ์รายการส่งมาให้ เราเอามาอ่านก็หวานหมู... ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีคนจัดการให้เราแล้วและรู้แล้วว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง หลังจากนั้นเราก็รุกฆาตบริษัททัวร์นั้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องข้อมูล เรื่องโรงแรม เรื่องตั๋วรถไฟ จนเค้าคำนวณไปคำนวณมาแล้วเห็นว่าไม่คุ้มแน่ถ้าจะมาบริการเรา เค้าก็บอกปฏิเสธไป แทนที่เราจะอึ้งงงง.. และวีนแตกที่บังอาจปฏิเสธการบริการลูกค้าเก่าอย่างเรา ฮ่า ฮ่า ฮ่า กลับหัวร่องอหาย...ช่างมันปะไร ข้อมูลกูก็ได้มาแล้ว ตังค์ค่าจ้างก็ไม่เสีย มันคงไม่รู้ว่าเราเป็นใคร นี่ “เชิญ” ไม่ใช่เหรอ (แล้ว “เชิญ” นี่มันใคร?) เราก็จัดการเอาข้อมูลที่หลอกให้เค้าหามาให้มายำเละ ซึ่งจริงๆก็คือเอามาเรียบเรียงใหม่จนเป็นที่พอใจของเราและเพื่อนร่วมทาง (คือเมียและน้องเมีย ที่.... อย่าบังอาจมีปากมีเสียงเชียวนะ 555 ) แล้วเราก็สรุปการเดินทางได้ดังนี้ 1. รายการท่องเที่ยวเริ่มที่ นั่งครื่องการบินไทยไปลงที่ เยอรมัน (มิวนิค, แฟรงค์เฟิร์ต, โคโลญจน์) เนเธอร์แลนด์ (อัมสเตอร์ดัม) เบลเยี่ยม (บรัสเซลส์) ฝรั่งเศส (ปารีส) สวิตเซอร์แลนด์ (เบิร์น, ลูเซิร์น, ซูริค) และก็กลับไปเยอรมัน (มิวนิค) ที่เดิม ซึ่งแผนน่ะมันเป็นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ บางครั้งก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าไปนั่นดีกว่า นี่ไม่ไปดีกว่า เปลี่ยนดีกว่า เลยทำให้แผนกับความจริงแตกต่างกันบ้าง เราหาข้อมูลการท่องเที่ยวของแต่ละเมืองคร่าวๆ แต่หลักๆก็ไปหาเอาดาบหน้ามันส์กว่าเยอะ 2. โรงแรม มีรายชื่อของโรงแรมมาจากบริษัททัวร์ที่จัดให้ เลยให้ตัวแทนท่องเที่ยวติดต่อให้ มีโรงแรมอยู่ที่นึงที่เคยไปพักเมื่อคราวที่แล้ว คือที่เมืองมิวนิค เยอรมัน โรงแรมนี้ชื่อ Arabella Sheraton Westpark อันนี้ request เลย เพราะคราวที่แล้วสังเกตเห็นว่าด้านหน้าโรงแรมมีสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ และก็คำนวณดูแล้วว่าไปถึงมิวนิคก็เกือบจะ 3 ทุ่มของที่นั่นอยู่แล้ว รถรางคงไม่รู้เรื่อง แท็กซี่นี่อย่าไปฝันถึงมันเลยเพราะแพงมหาโหด เลยจะนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่นั่น แล้วเดินขึ้นโรงแรมไปเลย ง่ายดี จำได้ว่าสถานีที่ต้องลงชื่อ Hilemeran Platz ส่วนโรงแรมอื่นๆในเมืองต่างๆก็ตามแต่ตัวแทนจำหน่ายเค้าจะจัดเราไปลงละกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะขึ้นเขาลงห้วยยังก็ก็ไม่ว่ากัน เพราะเจ้าหน้าที่ที่จัดให้เชื่อเลยว่าก็ต้องไม่เคยไปพักที่โรงแรมนั้นเช่นกัน 3. ตั๋วรถไฟเดินทางในยุโรป เคยอ่านหนังสือหลายเล่มมากๆบอกว่าถ้าจะเดินทางในยุโรปให้สุดคุ้มต้องเดินทางด้วยตั๋ว EurailPass ซึ่งเป็นตั๋วที่ต้องซื้อไปจากเมืองไทยและใช้ได้กับการเดินทางโดยรถไฟทุกสายในยุโรป ย้ำว่าทุกสาย ส่วนของแถมอื่นก็อย่างเช่น ใช้เป็นส่วนลดค่ารถบัสบ้าง ลดค่าเข้าชมนั่นนี่บ้าง ลดค่าเรือบ้าง (ซึ่งอันนี้ไม่เคยใช้) เพียงแค่มีตั๋ววิเศษใบนี้เราก็สามารถเดินทางไปได้เรื่อยๆ แถมยังจ่ายครั้งเดียวและไม่ต้องจ่ายอีกเลย ซึ่งคุณสมบัติข้อสุดท้ายนี่แหละ ทำให้เราเลือกใช้ตั๋วนี้ hee hee hee ……. ก็จัดการให้บ.ตัวแทนจำหน่ายหามาให้ ได้มาในราคา $498 ต่อคน ตอนแรกๆพอได้มาปุ๊บก็เอามาคูณเป็นเงินไทย …หน้ามืดทันที แต่พอเดินทางถึงเข้าใจว่า เออ…มันคุ้มเนอะ แล้วพอกลับมาถึงเมืองไทยก็ส่งเอกสารไปที่ สนง.ใหญ่ของ EurailPass ที่เมือง Utrect ของ Netherlands เราก็ได้ของที่ระลึกกลับมาด้วย เป็นวอล์คแมน นาฬิกาตั้งโต๊ะ กับเครื่องคิดเลขที่เป็น Palm ได้ด้วย ตรา EurailPass ซึ่งรับประกันว่าไม่มีขายที่ไหนในโลก ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://chern1999.spaces.live.com/blog/cns!AA0D7025208BACCC!254.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|