| PACHERNWAAT's profileCHERN-เชิญPhotosBlogLists | Help |
|
August 08 น้ำพริกตาแดง..เยนแข็ง..และกะเหรี่ยง (9)นั่งๆไปก็กะระยะเวลาที่ใกล้จะครบ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เรียกอิงกับหมิงให้เตรียมตัว เพราะรู้สึกว่าเราต้องลงที่สถานีรถไฟกลางแฟรงเฟิร์ต (Hauptbahnhof) ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะพาเราไปสนามบินแฟรงเฟิร์ตหละ ได้ยินอะไรแว่วๆว่า Flugafen Flugafen ฟลูกาเฟน มันแปลว่าสนามบินนี่ ….. ซักเดี๋ยวรถไฟก็วิ่งเข้าเขตเมืองใหญ่ เมืองอุตสาหกรรม เห็นตึกสูงๆใหญ่ๆแต่ไกล แล้วรถไฟก็วิ่งข้ามสะพานแม่น้ำไมน์ (Main) เข้าสถานีรถไฟกลางแฟรงเฟิร์ต โอ้โห …. ใหญ่โตโอฬารมาก วิ่งเข้าหลังคาของสถานีตั้งนานกว่าจะจอดสนิท เมื่อรถไฟจอด เราก็ลากกระเป๋าลงจากรถ เดินไปที่ที่ทำการสถานี แผนการของวันนี้คือต้องไปโรงแรมก่อน เช็คอินเสร็จแล้วถึงจะออกไปตะลอน ส่วนพรุ่งนี้จะเที่ยวในแฟรงเฟิร์ตให้หนำใจแล้วถึงจะไปนอนที่เมืองโคโลญจน์ต่อ ถึงแม้จะหิวนิดๆ แต่เมื่อผ่านร้านอาหารฝรั่งเราก็ไม่รู้สึกอยากกินเท่าไหร่ … ว้า..เปรี้ยวปาก อยากกินมาม่าอีกละ ไม่ต้องกลัว เราเอามาม่ามาเยอะ เดี๋ยวค่อยกิน ไปถึงอาคารผู้โดยสาร เราก็ปรี่ไปที่เครื่องโทรศัพท์สาธารณะ ทั้งๆที่เมื่อกี้ก็โทร.มาถามแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าที่เค้าบอกว่าโรงแรมอยู่หน้าสถานีรถไฟมันหน้าตรงไหน เพราะสถานีมันใหญ่มาก จนไม่รู้ตรงไหนหน้า ตรงไหนหลัง เสียงคนรับโทรศัพท์คราวนี้เปลี่ยนเป็นผู้ชายละ แก่ๆหน่อย บอกว่าให้ออกจากอาคารผู้โดยสารมา มองเฉียงๆไปด้านขวา ก็จะเห็นตัวอักษรบนหลังคาโรงแรมตัวใหญ่เป้งมาก เขียนไว้ว่า Hotel continental พอเราออกไปก็เจอจริงๆแฮะ ง่ายจัง อยากได้โรงแรมแบบนี้เยอะๆ คือออกจากสถานีรถไฟก็เจอเลย สะดวกดี ไม่ต้องนั่งรถอะไรต่อ ว่าแล้วเราก็ลากกระเป๋าไปโรงแรมที่เห็นลิบๆ โน่น ไม่ถึง 3 นาทีก็ถึงโรงแรม เช็คอินเข้าไป ปรากฏว่าคุณตาที่เป็น Guest relation ก็ต้อนรับขับไล่ เอ๊ย..สู้เป็นอย่างดี แนะนำอะไรเสร็จแกก็บอกให้เราขึ้นห้อง กำลังจะขึ้นห้องนอน อิงก็เหลือบไปเห็นไข่ระบายสีที่วางอยู่เลยถามลุงแกว่าไข่อะไร อ๋อ...ช่วงที่เราไปมันเดือนเมษา ช่วงนี้ก็พอดีกับเทศกาลอีสเตอร์ของคริสต์เค้า เลยมีไข่เต็มไปหมด ..แล้ด้วยความที่อยากกินมาม่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเห็นไข่ก็เกิดความคิดว่าเราเอาไปกินกับมาม่าด้วยน่าจะดี เลยขอเค้าไป ตาลุงคนนั้นก็บอกว่า เอาไปสิ นี่จัดมาให้พวกยูอยู่แล้ว เท่านั้นเองเราก็คว้าไข่คนละหนุบละหนับ กระเตงขึ้นไปกินกับมาม่าด้านบน ห้องที่เรานอนเป็นห้องเตียงคู่ เล็กๆแคบๆ แต่อากาศหนาวชะมัด ไม่ใช่เพราะเค้าเปิดแอร์ แต่เป็นเพราะเค้าเปิดหน้าต่างไว้ ก็อากาศข้างนอกหนาวๆอยู่แล้ว ตรงหน้าต่างมีม่านสีขาวบางๆ ปลิวไปปลิวมาเพราะลมพัด นอกหน้าต่างมองไปเห็นอาคารผู้โดยสารของสถานีรถไฟเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ที่เดินมาแป๊บเดียวจริงๆ ........เราจัดของเสร็จก็รื้อมาม่ามาทำกินกัน แต่เอ๊ะ..เดี๋ยวก่อน ไปดูห้องหมิงก่อนดีกว่า ห้องเจ้าหมิงเป็นเตียงเดี่ยวเล็กกว่าห้องของเราอีก ประมาณห้องของหอพักเล็กๆในเชียงใหม่ได้มั้ง แต่ไม่เป็นไรเพราะเรานอนแค่คืนเดียว หลังจากนั้นเราก็ขนมาม่า หมูหยอง หมูแผ่น น้ำพริกตาแดง น้ำพริกหนุ่ม ไข่ต้ม และมาม่าของหม่าม้า ไปที่ห้องของเชิญและอิงเพื่อจัดปาร์ตี้มาม่ากัน วิธีการกินมาม่าของเราก็แสนง่าย (แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจใครหรือเปล่า) คือไม่ต้องเดินไปขอน้ำร้อนให้ฝรั่งมันคิดเงินหรอก เปิดน้ำร้อนในอ่างล้างหน้าให้มันแรงๆ นานๆ เข้าไว้ เดี่ยวมันก็ร้อนเอง ร้อนมากด้วย แล้วก็ใส่ในถ้วยมาม่าของเรา ปิดฝารอนานหน่อย ก็จะได้มาม่าเส้นแข็งนิด พอกินได้ ใครๆก็รู้ว่าที่เมืองนอกเราสามารถกินน้ำจากก๊อกในห้องน้ำได้เลย และเรื่องน้ำร้อนถึงแม้มันจะตะขิดตะขวงใจมิสเตอร์อนามัยอย่างเราบ้างเพราะเวลานึกถึงน้ำก๊อกบ้านเรา เราไม่ค่อยกินกัน แต่ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ พอมาม่าอืดได้ที่ เราก็แกะไข่ต้มทาสี แกะได้ไข่เป็นสีจางๆเหมือนกัน สงสัยสีมันซึมเข้าไปข้างในน่ะ เราฟาดมาม่ากับไข่ต้มสีต่างๆหลายสี ผสมกับน้ำพริกหนุ่ม หมูหยอง น้ำพริกตาแดงจนอิ่มแปล้ กะว่าออกไปข้างนอกจะไม่กินอะไรอีกเพราะไม่อยากเสียตังค์ มาม่าของหม่าม้าวันนั้นก็ช่วยชีวิตของพวกเราทั้งสามได้เป็นอย่างดี เชิญกับอิงกินรสต้มยำแซ่บสุดๆ หมิงกินเผ็ดมากไม่ได้เลยกินรสหมูสับแทน แล้วยังมีรสหมูสับต้มยำอีก อู้ยยย...เปรี้ยวปาก (เฉพาะตอนที่อยู่เมืองนอกนะ ...กลับมาเมืองไทย ถามใคร ใครก็ไม่กิน) เสร็จจากเรื่องกินเรื่องใหญ่....เราก็ตกลงกันว่าจะล้างหน้าล้างตาแล้วก็ออกไปเดินเที่ยว Night life ดูแสงสีของเมืองแฟรงค์เฟิร์ตกัน น้ำยังไม่ต้องอาบเพราะมันหนาว กลับมาค่อยอาบ หมิงกลับห้องไปซักพักก็กลับมาโวยวายว่าไม่มีปลั๊กให้เสียบชาร์จแบตกล้องถ่ายรูป วันพรุ่งนี้ต้องแย่แน่ๆเลยเพราะแบตฯจะหมดแล้ว ส่วนโน้ตบุ๊คก็ต้องชาร์จเพราะจะได้เอาไว้โหลดรูปเก็บไว้ แย่หละสิ ถ่ายรูปเรื่องใหญ่ ถ้ารูปไม่ได้ถ่ายให้เราตายดีกว่า ............... เราทั้งสามก็หาปลั๊กกันใหญ่ ปรากฎว่าเจอปลั๊กที่เสียบได้ 1 ตา แต่อยู่ในห้องน้ำห้องเชิญกับอิง ห้องหมิงก็มีแต่ว่าหมิงเสียบไม่ได้ เพราะมันเป็นรูกลมๆ เต้าเสียบเสียบไม่ได้ ดังนั้นเลยต้องรอให้เชิญและอิงชาร์จจนเต็มก่อนทั้งกล้องถ่ายรูป กล้อง VDO เก็บข้าวของมีค่านำติดตัวไปด้วยแล้วลงมาฝากกุญแจไว้ที่ตาลุงคนเดิม แล้วก็พากันออกไปสำรวจสีสันเมืองแฟรงค์เฟิร์ตกัน ....... เราเดินย้อนกลับไปทางด้านหน้าสถานีรถไฟกลางอย่างเดิม พบว่ามีซอกซอยให้เลี้ยวไปอีกตั้งเยอะ ซอยไหนน่าสนใจก็เดินไปเรื่อยๆ พบว่าแถบๆนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนชั้นดีเลย เพราะมีทั้งผับ บาร์ เธค บาร์เปลือย บาร์เกย์ ฯลฯ และที่สำคัญคือ “ร้าน sex shop” ที่เชิญกับอิงหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมากว่าจะต้องเข้าไปชมให้ได้ และต้องซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากเพื่อนให้มันตะลึงให้ได้
คิดดูนะ... ตอนที่มาคราวที่แล้ว (กันยา 46) เชิญกับอิงตระเวนหาทั่วเลยว่ามี “ร้าน sexshop”ที่ไหนบ้าง ไม่ใช่คลั่งไคล้อะไรหรอก แต่ว่าอยากดู อยากเห็นว่ามันเป็นยังไง บ้านเราไม่มีนี่นา มีอยู่ครั้งนึง ตอนนั้นพักที่โรงแรมในเมืองซาล์ลส์บวร์ก (บ้านเกิดของโมซาร์ต) ประเทศออสเตรีย หัวหน้าทัวร์นัดเจอกัน 10 โมงตรง ก่อนหน้านั้น ใครจะไปทำอะไรก็ได้ตามใจ เชิญกับอิงถึงกับจ้างแท็กซี่ (ที่แพงแสนแพง) ให้พาไปที่ “ร้าน sexshop” ที่อยู่อีกฝั่งนึงของเมือง เพื่อไปซื้อของฝากกลับเมืองไทย ....แต่น แตน แต๊น..... ปรากฎว่า พอไปถึง “ร้านยังไม่เปิดครับท่านผู้ชม” เค้าเปิด 10 โมงครึ่ง แห้วสนิท เห็นแต่สินค้าที่เค้าจัด ดิสเพลย์วางอยู่ด้านนอก แต่ข้างในมีอะไร เป็นยังไงก็ไม่รู้ ตอนนั้นเสียค่าแท็กซี่ไปประมาณ 10 ยูโร เจ็บใจนัก ขากลับเลยขึ้นรถเมล์กลับมาลงที่ปาร์คใกล้ๆกับโรงแรม ฝรั่งมันก็คงมองแปลกๆเหมือนกันนะ อะไรวะไอ้เอเชียสองผัวเมียนี่ บอกให้พาไป “ร้าน sexshop” แต่เช้าเลย มันจะหมกมุ่นไปถึงไหน
หลังจากนั้นอีก 2 วัน ก็พากันมาลอยชายในมิวนิค ขนาดวันสุดท้ายก่อนที่จะกลับเมืองไทยครั้งนั้น โปรแกรมการท่องเที่ยวคือการเที่ยวตามที่ต่างๆในเมืองมิวนิค ทั้งๆที่วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งไม่มีร้านค้าใดๆเปิดทำการอยู่แล้วในเยอรมัน เรายังท่องเที่ยวอย่างมีความหวังว่าจะมีร้าน sexshop ซักที่นึงที่เปิดให้ลูกค้ากะเหรี่ยงอย่างเราเข้าไปเยี่ยมชม เวลานั่งรถผ่านไปที่ไหน ก็มองหาแต่ป้าย sexshop ยังไงก็หาไม่เจอ ถึงเจอก็เป็นแบบปิด ไม่ทำงานในวันนี้ (ดูหมกมุ่นยังไงไม่รู้เนอะ ฮ่าฮ่า) คราวนี้ …… พอมาถึง “แหล่ง” ของมัน มันก็หวานหมูหวานหมาอย่างเราหนะสิ……
คราวที่แล้วมีเพื่อนๆทำเป็นแกล้งบอกฝากซื้อของที่ระลึก แต่เราก็ไม่ได้หาไปฝากใครซักคน ด้วยข้อจำกัดและโชคร้ายอย่างที่บอก คราวนี้หละ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้กันถ้วนหน้า … จะคอยดูว่ามันจะทำหน้ายังไง
ในถนนในเมืองแฟรงค์เฟิร์ตที่เรากำลังเดินอยู่นั้น ออกแนวถนนสายโลกีย์ยังไงก็ไม่รู้ ดูมีบาร์ มีเธค มีบาร์เกย์ มีร้าน sexshop เพียบ คิดว่าคงเป็นย่านที่คนเมืองนี้จะมาใช้ชีวิตกลางคืนกันที่นี่ ต่อไปใครที่จะไปแฟรงค์เฟิร์ตก็จำไว้ก็แล้วกัน ถนนนี้อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟกลาง ของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต เดินไปถึงกันได้ เดินทะลุซอยอื่นไปมาก็ยังเจอร้านและสถานที่ประเภทนี้เพียบ สำหรับเราทั้งสามนั้น แรกๆก็เดินแบบไว้เชิงก่อน อ๊ะ… ไม่ได้สิ ต้องไว้ตัวนี้ดดดด….นึง จะโผล่พรวดเข้าไปอย่างกับคนกระหายใคร่รู้มากไม่ได้ มันต้องมีฟอร์มกันนิดนึง เดี๋ยวฝรั่งมันหาว่าไอ้พวกกะเหรี่ยงเอเชียหน้าเหลืองนี่มักมากและหมกมุ่น เราก็แกล้งเดินไปเดินมา ผ่านร้านนั้น และผ่านร้านนี้ไปเรื่อยๆ คนเชียร์และเรียกแขกเข้าร้านมันก็เรียกเราอยู่ได้ทุกร้าน ร่ำๆจะเข้าไปอยู่แล้ว แต่นึกขึ้นมาได้ว่ากำลังทำตัวไฮโซโก้หรู ก็ชะงักก่อน…… June 28 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (8)เงยหน้ามองคนขายก็เห็นว่าทำหน้าเอ๋อๆ สงสัยพูดภาษาอังกฤษไม่ถนัดแหง๋เลยคนนี้ เลยไม่พูดพล่ามทำเพลง คว้าน้ำใสๆในขวดพลาสติกมาได้ก็ถามว่า “How much?” “One twenty,please.” โอเค 1.20 ยูโร จ่ายเงินเสร็จก็เปิดขวดทันที กรอกน้ำเข้าปากด้วยความกระหาย กะจะดื่มอั๊กอั๊กอั๊ก…ให้เต็มที่ .............อ๊อก…… เสียงกะเหรี่ยงสำลักน้ำ ….. น้ำนี่มันไม่ใช่น้ำเปล่านี่…… โซดาชัดๆเลย เรารู้ บ้านเราเค้าเอาไว้ผสมกะเหล้าไง อิงเดินมาสำทับด้วยความสะใจ “เห็นไหม อิงบอกแล้วว่าน้ำเปล่าเค้าไม่ขาย เนี่ย..คงจะเอาน้ำมาอัดแก๊สให้กลายเป็นโซดา แล้วขาย ฝรั่งเค้ากินกันแบบนี้ไง อิงบอกให้ไปกินในห้องน้ำก็ไม่เชื่อ” แต่เรื่อง’ไรเราจะเสียฟอร์มง่ายๆ “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวผมเก็บในเป้หลัง เอาไว้กินตอนหิวๆก็ได้ หรือถ้าหมิงหิวน้ำจะกินให้หมดเลยก็ได้นะ” ฮะฮะฮะ….. เรื่องไรเราจะกินโซดาเพียวโดยไม่ได้ใส่เหล้าคนเดียว บ้านเราเค้าต้องมีแอลกอฮอล์ด้วยถึงจะกินได้ เราก็ต้องชั่วโดยการเชื้อเชิญเจ้าน้องชายให้มาร่วมดื่มกะเราดิ …… แต่ปรากฏว่าหมิงไม่เล่นด้วย เพราะพ่อเจ้าประคุณหันไปซื้อโค้กขวดมาดื่มเยาะเย้ยเราซะแล้ว ฮือ ฮือ ฮือ ….. หลังจากดื่มน้ำร่วมสาบาน(ว่าจะไม่เป็นพี่เป็นน้อง) กันแล้ว เราก็หาของกินต่อ เพราะหิวแล้ว ท้องร้องจ๊อกๆ เลยไปซื้อแซนวิชแบบอาหรับที่เค้าเรียกว่า “คาบับ” มากินด้วยกัน (มามุขเดิม คืออันเดียวแบ่งกันเลียคนละที ฮี่ ฮี่ ฮี่) แล้วก็ไปเอากระเป๋าจากล็อคเกอร์ และก็ขึ้นไปเดินหาชานชลาที่จะต้องขึ้นรถไฟไปแฟรงค์เฟิร์ต ที่ต้องบอกว่าขึ้น เพราะในเยอรมัน สถานีรถไฟส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นล่าง และรางรถไฟ หรือชานชลาจะอยู่อยู่บนสถานีนั้นๆเลย ซึ่งนับว่าใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเวลาอยู่ด้านล่างในสถานี ก็ไม่ได้ยินเสียงรถไฟวิ่งอยู่บนหัวนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เดินขึ้นไปก็เจอชานชาลายาวเป็นพรืด โชคดีที่ด้านล่างมีหมายเลขของชานชาลาติดไว้อยู่แล้ว เลยขึ้นมาได้ถูก ถ้าอยู่ที่ชานชาลาด้านบนแล้วอยากจะไปอีกชานชาลานึงนะ ต้องวิ่งลงไปชั้นล่าง ไปลอดรางรถไฟ แล้ววิ่งไปที่หมายเลขชานชาลาที่ต้องการ ไต่บันไดขึ้นมาอีกครั้ง ถึงจะเจอ ถ้าเป็นเมืองไทยเหรอ ทำไง…. กระโดดข้ามรางมันตรงนั้นแหละ ง่ายดี แต่ที่เมืองนอกกระโดดข้ามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเค้าจะจับ แต่เพราะรางรถไฟอยู่ลงไปลึกมาก ลองโดดลงไปสิ ปีนขึ้นมาไม่ได้ใครจะช่วย ขายหน้านะนั่น…… ไม่เอาดีกว่า บนชานชลาวันนั้น ไม่มีคนมากเท่าไหร่ สงสัยเป็นเพราะเย็นแล้ว คงไม่มีใครเดินทาง นอกจากนักท่องเที่ยวอย่างเรา มีตู้ขายขนมคล้ายตู้ขายน้ำอัดลมในบ้านเราวางอยู่ ติดป้ายราคาสินค้าเรียบร้อย เราเอาเงินหยอดตามราคาก็จะได้ขนมมา อิงกับเชิญก็ไปลองด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสา ได้ขนมมาอันนึง เป็นช็อคโกแลต เลยแบ่งกันกิน ทันใดนั้นเชิญก็นึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่รู้เลยว่าโรงแรมที่เราจะไปพักกันมันอยู่ที่ไหนของเมือง ถ้าไม่วางแผนไว้เดี๋ยวไปถึงละวุ่นวายแน่ เลยไปโทรศัพท์ถาม กดหมายเลขโทรศัพท์ของโรงแรมยังไงก็ไม่เจอ กดทีไรมีแต่เสียงตู๊ด ตู๊ด ตลอด เอ๊.... ยังไงนะ เลยไปถามคนที่มารอรถไฟแถวนั้นว่ายังไง ปรากฏว่าเราต้องกดรหัสเมืองของแฟรงเฟิร์ตก่อนหมายเลขนั้นๆ พนักงานต้อนรับของโรงแรม Hotel Continental เป็นผู้หญิงบอกเราว่าโรงแรมก็อยู่หน้าสถานีรถไฟนั่นแหละ หาง่ายมาก เอ้า...ง่ายก็ง่าย แค่รู้ว่าไม่ต้องขึ้นรถต่อไปโรงแรมก็พอแล้ว คิดว่าคงจะหาได้ไม่ยาก เดินไปแป๊บเดียวคงถึง
ขึ้นรถไฟจากเวิร์ซเบอร์กเมื่อรถไฟมา … เราก็ขึ้นรถ คราวนี้ไม่มีการแสดงภูมิรู้(ไม่จริง) ของไกด์กิตติมศักดิ์อีกแล้ว (ก็แหม๋…. จะรู้ไปถึงไหน คนเรามันก็ต้องมีเรื่องไม่รู้มั่งซี่) ระยะทางจากเมืองเวิร์ซเบอร์กไปเมืองแฟรงเฟิร์ตวัดเป็นระยะทางเท่าไหร่ไม่รู้ … แต่ถ้าวัดเป็นระยะเวลา(ที่แอบอ่านจากตารางรถไฟ) ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง พอขึ้นรถไฟได้ก็นอนครับงานนี้ … นอนเท่านั้นที่เราต้องการ ก็วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน เดินตลอด ถ้าวัดเป็นระยะทางก็คงประมาณ 10 กม. ได้มั้ง หลายคนคงสงสัยว่านอนได้ยังไงบนรถไฟ เสียงดังจะตาย ก็บอกแล้วว่าตั๋ว EurailPass ทำให้เราได้มาชูคอในที่นั่งชั้น 1 ในตู้งี้เงียบสนิท รถไฟก็ไม่กระชึกกระชักเหมือนที่บ้านเราซะหน่อย ..พูดถึงเรื่องตู้ ขอบรรยายหน่อยว่าในตู้ชั้น 1 จะแบ่งเป็นล็อคๆ แต่ละล็อคมีที่นั่งอยู่ 6 ที่นั่ง โดยมีทางเดินแคบๆพอดีตัวอยู่ด้านข้าง ถ้าในล็อคเราไม่มีคนมานั่งด้วยเลยก็จัดการดึงเบาะมาชนกันให้กลายเป็นเตียงได้เลย แล้วเราก็พากันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาราวกับว่าเป็นห้องนอนและเตียงนอนขนาดคิงไซส์ของเราเอง แรกๆเราไม่รู้ว่าเราสามารถเลือกนั่งที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ(ถ้าไม่มีคน) เราก็จะนั่งเฉพาะที่ที่หมายเลขระบุไว้ หลังๆสังเกตเห็นว่าคนไม่เต็มตู้ง่ะ … ที่ว่างเต็มเลย ทำไมเราไม่ไปช่วยเค้าใช้ล่ะ เราก็เลยสมนาคุณเค้าซะเลย นอนๆอยู่ก็มีนายตรวจตั๋วหน้าฝรั่งมาตรวจตั๋ว (ก็มันเมืองฝรั่งนี่ ก็ต้องหน้าฝรั่งสิ ..จะให้เป็นหน้าแขกได้ไง) เราก็ยื่นตั๋ว EurailPass ให้ แกจับๆ พลิกๆไปมา ดูหน้าตาเราพอเป็นพิธีก็ยื่นคืนกลับมาพร้อมกับอวยพรว่า Enjoy your trip. แล้วเราก็นอนต่อ… ซักเดี๋ยวก็มีเจ้าหน้าที่เข็นรถเครื่องดื่มมาขาย เอ๊ะ ฉากนี้คุ้นๆแฮะ ดีนะที่ไม่ประกาศขาย “ก่ายย่าง…ส้มตาม …ก่ายย่าง……มาแล้วจ้า” ถ้าไม่งั้นนะจะลุกขึ้นมาโขลกส้มตำกินซะที ก็เลยฉลองทริปด้วยการซื้อโกโก้ร้อนกับกาแฟร้อนมากินกับหมิง แล้วก็นอนต่อ นั่งไปหันไปดูอิง อ้าว…หลับไปแล้ว หมิงล่ะ….อ่าววว…. อ่านหนังสืออยู่ เรายังไม่ง่วง เขียนโปสการ์ดถึงคนนั้นคนนี้ดีกว่า เขียนไปเขียนมารถไฟโยกเยกโยกเยก เฮ่อ..เลิกดีกว่า ตัวหนังสือยิ่งไม่สวยๆอยู่ เดี๋ยวคนรับอ่านไม่ออกกันพอดี รถไฟเยอรมันมักจะมีการประกาศให้ผู้โดยสารรู้อยู่เสมอเมื่อถึงสถานีใหญ่ หรือสำคัญๆ เราน่ะฟังภาษาเยอรมันไม่รู้เรื่องหรอก รู้แต่ว่าจะมีการประกาศเป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษสำเนียงเยอรมัน เลยต้องเงี่ยหูฟังตลอดว่าเดี๋ยวจะถึงรึยัง May 01 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (7)ก่อนจะถึงลานหน้าวัง เชิญกับอิงรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ปวดขาและเหนื่อยเหลือเกิน จึงพากันนอนเหยียดยาวบนม้านั่งข้างถนนซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเยอรมัน ส่วนหมิงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ที่นี่... เรารู้สึกได้ถึงความสงบ ร่มเย็น ความสบาย ความเงียบทั้งๆที่อยู่ริมถนน อาจเป็นเพราะเราเหนื่อยมากจนถึงกับปิดหูปิดตา ปิดการรับรู้ใดทั้งสิ้น อากาศก็เย็นสบาย ม้านั่งก็กว้างขวาง นอนไปชักจะง่วงจริงเลยพากันเดินไปพระราชวังเก่ากันต่อ ซึ่งเหลือระยะทางอีกประมาณ 500 เมตรเท่านั้น ด้านหน้าพระราชวังเก่าหรือ rezidenz นี้ เป็นลานจอดรถยนต์ขนาดใหญ่ของเมือง เท่าที่เห็นอยู่ จอดได้ประมาณ 500 คันได้มั้ง มีทั้งรถบัสและรถยนต์ส่วนตัว ด้านหน้ามีรูปปั้นของผู้ที่ก่อสร้างพระราชวังตัวมหึมาตั้งอยู่ (Arc Bishop) เราถ่ายรูปทั้งรูปปั้นและตัวอาคารซึ่งใหญ่และสวยงามมากไว้หลายรูป
Rezidenz แห่งนี้ก่อสร้างมานานหลายทศวรรษแล้ว ชำรุดไปบ้างตามกาลเวลา แต่ทางรัฐบาลเยอรมันเค้าดูแลและบูรณะให้ใหม่อยู่เสมอ เท่าที่สังเกตดู หมดหน้าหนาวทีนึงเค้าก็บูรณะกันทีนึงเพื่อเตีรมต้อนรับหน้าร้อนที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ส่วนบ้านเราหนะเหรอ พังลงมาทีนึงก็ซ่อมกันซะทีนึง ยังไม่พอตอนพังก็มีข่าวอีกว่าเจ้าที่อาละวาด พระพิรุณไม่พอใจ ปลาอานนท์พลิกตัว เอา...เอาเข้าไป .... ตอนที่เราไป พระราชวังเก่าแห่งนี้บางส่วนก็กำลังซ่อมแซมอยู่ แต่ก็มีส่วนที่เปิดให้เข้าชมได้ แล้วที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือเค้ามีรูปภาพของพระราชวังนี้ตอนที่โดนระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย น่าสนใจมากๆ เพราะรูปที่เห็นกับตัวอาคารในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะคล้ายกันมากแต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะซ่อมแซมให้ดีได้อย่างนี้ เข้าไปในอาคารชำระเงินคนละ 5 ยูโร ฝากกระเป๋า รับเอกสารอ่านประกอบ(ซึ่งมีแต่ภาษาเยอรมัน..กูอ่านไม่ออก) เราก็นวยนาดเข้าไปในพระราชวัง ตอนแรกเคยอ่านเอกสารของ EurailPass ว่า บางครั้งเราสารมารถใช้ตั๋วนี้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ถามเค้าแล้วปรากฏว่าไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักตั๋วนี้ เราก็เลยต้องเสียเงินกันไป ก็เป็นธรรมดาของพระราชวังเยอรมันที่จะต้องหรูหรา อลังการ สวยงามด้วยสีทองและสีขาว .... ทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งๆที่เคยตะลึงกับพระราชวัง Herrenchiemsee (เฮอเรนชิมเซ่) ของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 คนที่สร้างปราสาทนอยชวานสไตน์แล้ว (เมื่อคราวที่มาเยอรมันคราวที่แล้ว) แต่เข้าพระราชวังเยอรมันทีไรเราก็อดตื่นตะลึงตึงตึงอีกไม่ได้ ... ก็ทุกอย่างช่างสวยงามไปหมด ยิ่งคนบ้าอย่างเราเข้าไปดูแล้วจินตนาการตัวเองเป็นสมาชิก royal family ของเยอรมันแล้วก็ช่าง...โห...... ไม่อยากออกมา.... (ว่าเข้าไปนั่น) ด้านล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ส่วนทางขึ้นไปด้านบนเป็นบันไดใหญ่ที่แยกตึกออกเป็น 2 ปี (คือซ้ายกับขวา) ที่เหมือนเวลาเราดูละครน้ำเน่าในเมืองไทยมักจะมีบันได้แบบนี้ไง ซึ่งดูกว้างใหญ่ไพศาล มหึมามโหฬารมากๆ เลยพูดเลนกับอิงว่าถ้าเราสองคนอยู่บ้านใหญ่โตอย่างนี้จะเป็นยังไง เวลาลงมาถึงชึ้นล่างแล้วลืมของ ใครจะขึ้นไปเอาให้ อิงรีบบอกด้วยความรักสามรีว่า “ให้เชิญไปเอาเอง” ....เอ่..มันรักตรงไหนหว่า ....... พอขึ้นไปข้างบนก็เป็นห้องต่างๆมีป้ายห้ามถ่ายรูปปิดไว้ทุกห้อง ...แต่นังหมิง..... แชะ แชะ แชะ ... ไม่สนใจ จะถ่ายรูป... โดยไม่ครณาเลยว่ามีเจ้าหน้าที่หัวแดงหน้าดุนั่งเฝ้าอยู่ทุกประตู ไอ้เรารึก็กลัวจะโดนยึดกล้อง แต่มันไม่เห็นกลัวอะไรเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี(เพราะไม่มีคนเห็น) แล้วเราก็ผ่านห้องต่างๆกลับมาด้านล่าง ที่ด้านนอกอาคาร มีป้ายบอกว่าสามารถออกไปชมสวนได้ ด้วยความที่เราไม่อยากพลาดอะไรเราก็ไปมั่ง ดีที่ทางเข้าสวนไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเพราะรวมอยู่ในค่าผ่านประตูที่จ่ายไปตั้งแต่แรกแล้ว พอไปถึงก็ตื่นเต้นกับต้นสนรูปทรงกรวยที่ตั้งตระหง่านอยู่หลายต้น ถ่ายรูป ถ่ายรูปกันใหญ่เลย แล้วก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งอีกด้านของสวน สายตาก็ไปเจ๊อะกับเด็กฝรั่งหัวแดงเล็กๆอยู่คนนึง ...เด็กนี่มันน่ารักอยู่แล้วนะ ยิ่งเป็นเด็กฝรั่งนี่หน้าตาเหมือนกับตุ๊กตายังไงยังงั้นเลย เราก็ออกแนว crazy in baby อยู่แล้วเลยแถ...เข้าไปเจรจาต้าอวยด้วย สนุกดี แต่คราวนี้มาพลาด เพราะเจ้าหนูพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่เยอรมันเลยลำบากพ่อต้องแปลให้ฟัง ถามไปถามมาได้ความว่าทั้งคุณพ่อและคุณลูกมาจากเมือง Nurnberg ซึ่งตาพ่อออกเสียงว่าเมือง “เนือนแบร์ก” ซึ่งภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “เนิร์นเบอร์ก” เราก็เลยงงๆ เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจาก Wurzberg มากนัก นั่งรถไฟแป๊ปเดียวก็ถึง เราถามลูกว่า Can you spaeak English,boy? พ่อก็แปลเป็นภาษาเยอมัน เจ้าหนูตอบว่า “อึ๊ อือ” ก็เข้าใจว่าพูดไม่ได้ พ่อเจ้าหนูถามเราว่า “Where’re you from? Japan?” น่าน.....กูว่าแล้ว ต้องหาว่ากูเป็นญี่ปุ่นแหง๋ๆ ก็เจ้าสองศรีพี่น้องนั่นหน้าเหมือนญี่ปุ่นยังกะแกะ แล้วมาอย่างนี้ฝรั่งมันแยกไม่ออกหรอกว่าเราเป็นชาติไหน มันเห็นญี่ปุ่นเยอะก็เหมาว่าเราเป็นพวกเดียวกันไว้ก่อน เพราะฉะนั้นทริปนี้ไปไหนๆก็ได้ยินคนทักว่า “Konnichiwa – ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสวัสดีตอนกลางวัน” หรือไม่ก็ “หนีห่าว - - ภาษาจีนแปลว่า สวัสดี” เจ้าสองศรีพี่น้องอิง+หมิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยสัญชาติก็ไทยแท้ๆแต่โดยสายเลือดแล้วหละก็จีนแท้ๆ 100% เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมีคนมาทักเป็นชาติอื่นนี่เป็นเรื่องธรรมดา ขนาดพาอิงไปล่องแพตอนจีบกันใหม่ๆ ยังมีคนที่นั่งริมลำธารที่แม่วางทักว่า Hello, where are you going? เลย หรือตอนที่กลับมาจากมิวนิคเมื่อคราวที่แล้ว ตอนลงเครื่องหลังจากที่อิงได้รางวัลจากการบินไทยแล้ว พนักงานเอาเข็มกลัดมีไฟกระพริบติดให้ที่หน้าอกให้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลตั๋วฟรี พนักงานคนที่ไหว้อยู่ตรงประตูทางออกยังทักเลย Congratulatios,Madam! You’re very lucky!! ปล่อยให้อิงทำหน้าเฉยๆเดินผ่านไป ด้วยความสับสนในหน้าตาตัวเอง ... แล้วเราก็ลาเจ้าหนูหัวแดงและคุณพ่อของเค้าไป .... เมื่อเสร็จจากการสำรวจสวนของ Rezidenz แล้ว เราก็พากันเดินออกมาข้างนอกบริเวณ เดินมาตามถนนเรื่อยๆ โดยเชิญเป็น Nevigator วิธีการก็ง่ายๆ คือเราต้องจำทิศทางให้ได้ว่าเมื่อก่อนหน้านี้เดินมาทางไหน แล้วเราก็เดินกลับทางนั้น หรือไม่ก็ทางที่ใกล้เคียงกับทางนั้น ซักครู่ก็จะเจอทางเก่าที่คุ้นๆ แล้วก็จะถึงปลายทางได้เอง ด้วยความชะล่าใจว่ามี “เนฯ” ดี (…เน-รัจ-ฉาน…) ทั้งทีมก็เลยเดินไปดูเมืองไป ถ่ายรูปไป เดินไปได้ซักถนน สองถนนก็เจออาคารที่มีลักษณะเหมือนอพาร์ทเม้นท์อันหนึ่ง ด้านล่างเค้าปลูกดอกทิวลิปไว้ก็ตื่นเต้นตกใจกันใหญ่ โอย… แม่เจ้า บ้านเรามีแต่ดอกคำปู้จู้ …. พึ่งมาเห็นทิวลิปก็ที่นี่หละ มาเร็ว เรามาถ่ายรูปกันเร็ว ว่าแล้วก็ถ่ายรูปกันจ้าละหวั่น ยกเว้นเชิญคนเดียว เพราะ อิ อิ อิ …… แผนการเที่ยวที่วางไว้หนะ เชิญทั้งนั้น และรู้ดีด้วยว่าเดี๋ยวจะไปเจอสวนดอกทิวลิป ดอกใหญ่ๆ เป้งๆ หลายๆสีที่สวนเคอเคนฮอฟ ที่เนเธอร์แลนด์โน่น เอาเข้าไป ปล่อยกะเหรี่ยงสองพี่น้องถ่ายรูปกันไปก่อน ฮะ ฮะ ฮะ …… (แต่ว่าเราแอบถ่ายตุนไว้ก่อนก็ดีนะ…) แล้วเราก็พากันเดินกลับไปสถานีรถไฟกลางของเมืองเวิร์ซเบิร์ก แต่เอ๊…… ทำไมถึงไม่ถึงซักที ดูในแผนที่เมืองนี้ก็เป็นเมืองเล็กๆ ประมาณลำพูนได้ ไม่น่าจะหลง เดินๆไปดูเวลาไปก็ใกล้จะต้องขึ้นรถไฟแล้ว เอาไงดีวะ กระเป๋าก็ยังไม่ได้ไปเอาจากล็อคเกอร์ที่ฝากไว้ ทางไปสถานีรถไฟไปทางไหนก็ยังไม่รู้ เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นอีกทางหนึ่งที่วนมาอีกด้านหนึ่งของเมือง แต่มีเป้าหมาย(ที่เรายังหาไม่เจอ)เดียวกัน คือสถานีรถไฟ เราถึงผ่านสวนสาธารณะของเมือง ที่กว้าง เขียว สดชื่น และไม่มีคนผ่านมาให้ถามทาง เฮ่อ….. สงสัยคืนนี้คงต้องค้างที่นี่แล้วมั้ง…. โรงแรมที่จองไว้ที่แฟรงเฟิร์ตสงสัยเสียตังค์ฟรีแหง๋ๆ … แต่พระเจ้าช่างไม่กลั่นแกล้งคนดี สุดท้ายก็มีคนเดินผ่านมา แล้วเราก็ใช้ปากให้เป็นประโยชน์ โดยการรุมด่ามัน เอ๊ย…. ไม่ใช่ โดยการถามทาง ปรากฏว่าถนนที่เราต้องการไปนั้นเลยจาก Park นี้ไปอีกหน่อยเดียวเท่านั้นเอง แล้วเราก็เดินกะปลกกะเปลี้ย ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงมาถึงสถานีรถไฟจนได้ สิ่งแรกที่ทำคือ “น้ำ” ขอน้ำดื่มมาก่อนเลย ว่าแล้วเจ้าเชิญก็ส่ายอาดๆ เดินเข้าไปซื้อน้ำเปล่ามาแก้กระหายทันที “Fresh water,please” แปลว่า “ขอซื้อน้ำเปล่าหน่อยครับ” กำลังก้มหน้าจะควักเงินมาจ่าย เมียก็มาสะกิดข้างๆ “เชิญ….ที่นี่น่ะเค้าไม่ข่ายน้ำเปล่าเป็นขวดๆเหมือนบ้านเราหรอก เค้ามีแต่พวกน้ำอัดลม หรือไม่ก็น้ำหวานขายน่ะ อิงว่านะ เค้าคงถือว่าน้ำเปล่าเค้าสะอาดไง คงกินจากก๊อกไหนก็ได้น่ะ เลยขายแต่น้ำพวกนี้ เชิญไปเปิดกินในห้องน้ำสิ” แน้….. นังเมียนี่…. อยู่ๆมาบอกให้ไปกินน้ำในห้องน้ำ จะบ้ารึเปล่า รู้แล้วว่าน้ำเมืองนอกน่ะมันกินได้ทุกก๊อก แต่มันก็ต้องมีน้ำเปล่าขายเหมือนในบ้านเรามั่งแหละ น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (6)แล้วเราก็มาถึงเมือง Wurzburg ประเทศเยอรมันเวลาประมาณ 11 โมงกว่าๆ และแผนต่อจากนี้คือ ในช่วงเย็นๆก็นั่งรถไฟเข้าเมืองแฟรงค์เฟิร์ต อีกโดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ครึ่ง ปัญหาแรกเมื่อมาถึงที่นี่คือ “จะไปเที่ยวที่ไหนดี” “เมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยว” ฟังดูอาจโง่ๆ ที่นักท่องเที่ยวไม่รู้ว่าจะมาเที่ยวอะไรที่นี่ แต่นี่คือประสบการณ์และปัญหาเฉพาะหน้าที่ชวนแก้ไข และสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นให้เราตลอดทริป ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยง่ายคือ ให้เดินไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมาย (เหมือนคนโง่หนะ) แต่ซักพักคุณจะได้เอกสารแนะนำการท่องเที่ยวจากแหล่งในสถานีรถไฟ หรือไม่ก็อาจจะเดินไปเจอกลุ่มคนยืนกันเต็มไปหมด นั่นแหละ เค้ามาเที่ยวกันหละ ส่วนเราทั้งสามมักจะอาศัยแผ่นพับต่างๆที่เค้าแจก และเดินไปหาจุดท่องเที่ยวที่เราต้องการ ยุโรปในช่วงที่เราไปนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ คือพึ่งจะหายหนาว … แต่ถึงกระนั้นเวลาเดินตามถนนโดยไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาวก็ทำให้คุณหน้าซีดปากสั่น เล็บเขียวขึ้นมาได้ เลยกลายเป็นโชคดีของเราที่เดินเท่าไหร่เราก็ไม่ร้อน (นอกจากอิง..ผู้สวมรองเท้าหนังมีส้น จะปวดน่องเท่านั้น) ปัญหาข้อต่อมาคือ จะไปเที่ยวตามที่ต่างๆในเมืองโดยการเดินไปเรื่อยๆ แล้วกระเป๋าขนาดยักษ์ของทั้งสามคนจะทำยังไง ถึงแม้จะมีล้อลากได้ แต่ถ้าให้ลากไปทุกที่ และทุกเวลาคงไม่สนุกแน่ มันจะเกะกะ เป็นตัวลดระดับการลุยลงหน่อย ซึ่งจะทำให้ความสนุกลดลงบ้างอย่างมีนัยสำคัญ (นี่….. เดาะภาษาวิทยานิพนธ์ซะเลย 5555 ) ปัญหานี้ในสถานีรถไฟทุกที่ในยุโรปแก้ไม่ยาก(บ้านเราตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้ว) นั่นคือ….. ฝากกระเป๋าไว้ที่ตู้นิรภัยฝากของไง ….. เพียงแค่หยอดเงินเหรียญลงไปเท่าที่ราคาติดไว้ที่ตู้ แล้วหมุนล็อคกุญแจ แค่นี้กุญแจไขตู้ก็จะหลุดติดมือเรามาอย่างง่ายดาย เราก็เอาแค่ไอ้เจ้าลูกกุญแจนั่นแหละไปเที่ยวกับเรา ส่วนเจ้ากระเป๋ายักษ์ก็ให้นอนแอ้งแม้งในตู้รอเราไปก่อน จะกลับค่อยมาไขเอาไป แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเมื่อล็อคแล้วก็ต้องล็อคเลย ถ้าจะไขเอาของก็ต้องเสียเงินหยอดตู้ใหม่นะจ๊ะ ไม่ใช่จะไขเอาน้ำขวดเดียว นึกเอาเอง(ตามประสาคนโลภ)ว่าเปิดแค่นี้คงไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆจ่ะ แค่หยอดเงินอีก 1-2 Euro หรือประมาณ 100 บาท(เท่านั้นเอง!!!!!????!!!) ตู้ก็จะทำงานให้เหมือนเดิมจ่ะ เค้าเรียกเงินจำนวนนี้ว่า “ค่าโง่” นะ จำไว้.. หลังจากที่ฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว เราก็พากันเดินออกไปด้านนอกสถานีรถไฟกลาง Wurzburg ก็เดินไปตามถนนหลักของเมืองนี้ (สังเกตง่ายๆคือดูคนส่วนใหญ่เค้าเดินไปทางไหนกัน เราก็เดินไปทางนั้นมั่ง) เดินไปได้นิดเดียวก็เริ่มหิวแล้ว เพราะกว่าจะทำอะไรๆเสร็จก็เกือบเที่ยงแล้ว อาหารที่ฟาดมาจากโรงแรมที่มิวนิคคงเริ่มละลายไปแล้ว ครั้นจะควักไอ้ที่แอบพกมากินด้วยก็ยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง (เก็บเอาไว้ก่อน) เราทั้งสามจึงเริ่มสอดส่ายสายตาหาร้านอาหารกัน แต่เชื่อไหมว่าเดินไปจนสุดถนนก็ยังไม่เห็นซักร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของ มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเดินไปมาขวักไขว่ไปหมด แต่หาของกินไม่ได้ ยิ่งเดินก็ยิ่งหิว ยิ่งหิวก็ยิ่งเหมือนจะหงุดหงิดง่าย เอาไงดีวะ .... ท้ายที่สุด สายตาก็เหลือบไปเห็นสถานทูตอมริกาอยู่ร้านนึง ซึ่งคำว่าสถานทูตนี่เค้าเรียกประชด จริงๆแล้วคือ Mc Donald นั่นเอง .... โอ้... รอดตายแล้วเรา Mc Donald ช่วยชีวิต
เมื่อเข้าไปในร้านก็ต้องตกใจกับบรรดาพนักงานบริการใน Mc Donald ที่เมืองนี้ อุแม่เจ้า.... นึกออกใช่ไหมว่าที่เมืองไทยเราจะพบพนักงานที่หน้าตาสดใส อ่อนวัย ต้อนรับเราด้วยคำพูดน่าฟัง (เพราะเทรนมาดี) แต่ที่นี่ โน ..... พนักงานทุกคนราวกับหลุดออกมาจรกบ้านพักคนชราที่ไหนซักแห่ง อายุเฉลี่ยของพนักงานคงราวๆ 50 นะเราว่า ในขณะที่อายุเฉลี่ยของพนักงานที่เมืองไทยยังไงก็ไม่เกิน 20 ปี อิงเลยบอกว่าสงสัยเป็นแผนการสร้างงานให้คนแก่ของเยอรมัน เราก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน อิ่มหมีอิ่มหมากันแล้ว เราก็พากันเดินเที่ยวไปยังส่วนอื่นๆของเมือง ซึ่งตอนนั้นเราได้แผนที่เมืองมาแล้ว ดูๆไปก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ไม่เล็กเหมือนกัน แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองก็มีเยอะจนไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี ก็เลยเลือกเอาที่มันน่าสนใจหน่อย เช่น ศาลาว่าการเมือง วังบนยอดเขาประจำเมืองและพระราชวังของ Arc Bishop -- คนนี้เป็นพระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ในสมัยก่อน ซึ่งวังนี้.. ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก การเดินทางท่องเที่ยวนี้ เอกสารหรือตั๋วอะไรต่างๆเมื่อได้มาแล้วเราก็จะเก็บรวบรวมไว้ (เราในที่นี้คือ เชิญ อิงน่ะเก็บบ้างไม่เก็บบ้าง ส่วนเจ้าหมิงน่ะยื่นมาให้อย่างเดียว ฮ่าฮ่า ... ถ่ายรูปดีกว่า) เมื่อกลับมาแล้วก็นำมาเก็บรวบรวมไว้เป็นอัลบัม แล้วก็เอามาดูได้จนถึงวันนี้.. หลายคนอาจจะคิดว่าอ่านภาษาอังกฤษออกแล้วจะได้เปรียบ ขอบอกว่า เสียใจ เพราะแผนที่หรือเอกสาร หรือแม้แต่ตั๋วที่ได้มานั้นเป็นภาษาเยอรมัน หรือภาษาประจำชาติของเค้าทั้งหมด ภาษาอังกฤษมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส) เพราะฉะนั้นวิธีการเดินทางให้สนุกก็คือการ “เดา” ... ฮ่าฮ่าฮ่า วิชาการเดาที่เราฝึกหัดมาตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมยังใช้การได้ดีเสมอ .. เพราะภาษาในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด มักจะมีความคล้ายคลึง หรือรากศัพท์ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษเสมอ หลักการเดาอย่ามีหลักการที่อาจารย์แมรี่สอนตอนเรียน ป.ตรี ยังมีประโยชน์อยู่ ในเมื่ออ่านภาษาเยอรมันไม่ออก เอาละเหวย .. เราก็ไม่อ่าน แต่มั่วเอา เดินไปตามถนนเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย ผู้คนมากมาย เดินๆไปก็เห็นคนหยุดดูตึกอะไรซักอย่าง ชี้มือชี้ไม้กัน ส่งเสียงอู้อ้า ... เราก็เอามั่ง เพื่อไม่ให้เป็นการน้อยหน้า (จริงๆแล้วไม่รู้หรอกว่าเค้าดูอะไร ชี้อะไร แต่เอามั่ง ... เดี๋ยวเค้าก็หาว่ากะเหรี่ยงนี่ไม่รู้เรื่องหรอก) เชิญก็ทำทีเป็นถามอิง “อิง อิง ดูตึกนี่สิ สูงเนอะ...สวยด้วย” อิงไม่รู้เรื่อง “ไม่เห็นสวยเลย อิงว่าตึกไหนๆก็เหมือนกันน่ะแหละ” เชิญก็เอาต่อ คราวนี้ชี้และทำเสียงด้วย “ ไม่ .... อิงดูสิ สวยมากเลย อู้หู ...... สวย สวย ..เกรท...เวรี่ ไนซ์” นี่ .... เดาะภาษาอังกฤษมั่ง ฝรั่งจะได้รู้ว่าเราพูดในสิ่งที่มันก็กำลังพูด (จะได้ไม่ตก trend) จริงๆตึกนี่คือศาลาว่าการเมือง Wurzburg เก่าที่ได้รับการบูรณะจนเดี๋ยวนี้สวยแล้ว และกลายมาเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปแล้ว และแถมด้านหน้ายังมีตลาดคล้ายๆตลาดนัดอยู่ด้วย ซึ่งของที่มาขายส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมือง เช่น ดอกไม้ อาหาร เป็นต้น แอบชะเง้อชะแง้ เยี่ยมหน้าเข้าไปมองศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเห็นนักท่องเที่ยวหัวแดงยืนเข้าแถวเต็มเลย สงสัยกำลังรอขอข้อมูลกัน เราก็ไม่สนใจละ ไปหาข้อมูลเอาดาบหน้าดีกว่า (แปลว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า) ด้านหน้าของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีซอยเล็กๆอยู่ซอยหนึ่งที่ในแผนที่เขียนเอาไว้ว่าถ้าเดินเข้าไปจะทะลุไปเจอโบสถ์ประจำเมือง ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม (ฝรั่งนี่คงแข่งกันทำโบสถ์เหมือนคนไทยเหมือนกันเนอะ วัดโน้นทำบุญฉลองวิหาร โบสถ์ ศาลาการเปรียญ วัดนี้ฉลองกำแพง ..อะไรอย่างเนี้ย) ตอนแรกก็ว่าจะเข้าไปดู แต่พอเห็นยอดอาคารแล้วก็คิดว่า ไม่ไปดีกว่า เดี๋ยวเบื่อ เพราะเราไม่ใช่คริส ที่จะเข้าไปซาบซึ้งกับอะไรข้างใน นอกจากเข้าไปดูแล้วก็ อู้หู... แปลก ไม่เคยเห็น บ้านเราไม่มี แค่นั้น
ว่าแล้วก็พากันเดินเลยไปอีกถนนนึง ตอนนี้มีสถานที่สำคัญๆ อีก 2 ที่ในเมือง Wurzburg ที่ในแผนที่แนะนำว่าต้องไปให้ได้ ซึ่งก็คือพระราชวังบนยอดเขาอันนึง และพระราชวังที่ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกอีกอันนึง (คนที่นี่เรียกวังนี้ว่า Rezidenz) เราเลยจะไปกัน
ต้องข้ามสะพานก่อน แล้วถึงจะไต่เขาขึ้นไป ทั้งหมดนี้ขอบอกว่าต้องเดินล้วนๆ ว่าแล้วเราก็เดินไปตามถนนเรื่อยๆ สักครู่ก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งก็คือแม่น้ำไมน์ (เราอ่านว่าเมน เพราะสะกด main ) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกับที่ผ่านแฟรงเฟิร์ต ที่สะพานแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินไปมาขวักไขว่ แน่นอนว่าเค้าก็ต้องข้ามไปเพื่อไปชมวังเก่าบนยอดเขาเหมือนเรา เราก็เลยชักภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย แต่กองถ่ายของเราได้รับความสนใจเป็นอันมาก (ประกอบด้วยนายแบบทั้ง 2 และนางแบบ 1 ไม่มีทีมงาน ไม่มีช่างภาพ มีแต่นายแบบนางแบบ...) เพราะเล่นถ่ายภาพด้วยขาตั้งกล้อง และกดรีโมท คอนโทรลเล่อร์ ทำให้น่าสนใจว่าช่างฉลาดล้ำเหลือ เก็บรูปได้หมดทุกคน ในขณะที่กรุ๊ปอื่นๆเค้าต้องเปลี่ยนกันถ่าย กรุ๊ปเราแค่ตั้งกล้องถ่าย ง่ายนิดเดียว ข้ามสะพานได้ก็ขึ้นเขาไปข้างบน พอไปถึงก็เจอวิวเมืองเวิร์ซเบอร์ก ซึ่งสวยงาม สดชื่นที่สุด(เพราะอากาศเย็นอยู่แล้ว) แต่น่าสังเกตคือหลังคาของประเทศนี้ หรือของประเทศแถบยุโรป ...ขอบอกว่าสีสันแสบตาที่สุด สีออกส้มแดงผสมกัน ...ดีนะที่บ้านเค้าหนาวเย็น อากาศไม่ร้อน และไม่มีแดดจ้าเหมือนบ้านเรา ไม่งั้นขึ้นมาชมวิวคงได้แสบตากันมั่ง
ถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจ เราก็กลับลงมาจากยอดเขา เราขึ้นมาถ่ายรูปแค่นั้น ..... ขอบอก เรื่องประหวัดติส่ง ประวัติศาสตร์อะไร ใครสร้าง สร้างเมื่อไหร่ สร้างทำไม ใครฆ่าใคร อย่ามาถาม เพราะไม่รู้ .... นี่เป็นข้อเสียของการมาเที่ยวเอง เพราะถ้าเราไม่แม่นข้อมูลพออาจจะพลาดความรู้สึกซาบซึ้งในประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนั้นก็ได้ แต่ถ้าคุณศึกษามาดีก็ โอ.เค.
ส่วนกรุ๊ปเรา เน้นเที่ยวและดูอะไรต่อมิอะไรตามใจฉันเท่านั้น ถ้ารู้ก็รู้ ...ก็ดี แต่ถ้าไม่รู้ก็ช่างมัน ไปหาอ่านเอาข้างหน้าต่อ นี่กลับมาพึ่งมาอ่านเจอความสำคัญของสถานที่ที่เราไปเที่ยวมาก็มีนะ ไม่เป็นไร เราจะซาบซึ้งย้อนหลังหละ
ขาเดินลงมาจากยอดเขา เจอกลุ่มสาวไทยอยู่กรุ๊ปนึง ประมาณ 4-5 คน เค้าพูดกันเสียงดังพอสมควร เราได้ยินแล้วหละก็เลยรู้ และเลี่ยงๆไป จะได้ไปต่อ บังเอิญเค้าได้ยินเสียงเชิญคุยกับอิง เลยรู้ว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน แล้วเค้าก็พูดกันว่า “นี่นี่ กลุ่มนั้นคนไทยนี่ โห.... อุตส่าห์มาถึงนี่เนาะ” อ้าว ....อีห่า... ทีมึงยังมากันได้เลย ทำไมกูจะมาบ้างไม่ได้วะ แปลกรึไง (คิดในใจนะ...ปกติเราเป็นสุภาพชน ไม่ค่อยพูดจาผ่าซากศพอย่างนี้หรอก)
แล้วกลุ่มสุภาพชนของเราก็เคลื่อนขบวนยุรยาตรไปพระราชวัง Rezidenz ต่อ เดินโค้งไปตามถนนไกลพอสมควรกว่าจะถึงถนนเส้นของ Rezidenz พอถึงถนนเส้นนั้นก็เห็น Rezidenz แล้วหละ แต่มันยังอยู่อีกไกล เห็นลิบๆโน่นแน่ะ.... ไม่ไหวแล้ว ปวดขา เลยนั่งพักที่ม้านั่งนั่งริมทางซะเลย นั่งไม่นั่งเปล่า นอนแม่งเลย ก็คนมันเมื่อยนี่ เมื่อยทั้งตัวจริงๆนะ ขนาดเรารองเท้าผ้าใบยังขนาดนี้ แล้วเมียเรารองเท้าส้นสูงจะขนาดไหน ก็เลยพากันนอนเหยียดยาวตรงม้านั่งนั้นเป็นนานกว่าจะเคลื่อนขบวนต่อ
ก่อนถึงประตูใหญ่ของ Rezidenz ก็ให้บังเอิญที่นังหมิงจะไปเจอกับประตูใหญ่อันนึงซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทางเข้า Rezidenz ได้ เลยพากันเฮโลตามหมิงเข้าไป ปรากฏว่าตันครับท่านผู้ชม .... มีรั้วขนาดใหญ่มหึมากั้นอยู่ ข้างในเป็นสวนอะไรสักอย่างซึ่งลึกเข้าไปข้างในมาก จำเราจะต้องเดินกลับมาทางเดิมและเดินไปให้ถึงประตูหน้าให้ได้ ซึ่งทำให้เสียเวลาและพลังงานเพิ่มอีกเล็กน้อย
February 16 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (5)ยืนเต๊ะจุ๊ยข้างรถไฟไม่เท่าไหร่ เห็นคนเค้ารีบหิ้วกระเป๋าพุ่งตัวปลิวเข้าตู้รถไฟไป เราก็ให้สงสัยยิ่งนักว่ารีบไปไหนกัน แต่ก็ไม่สะทกสะท้านเพราะคิดว่ายังเหลือเวลาอีก ไม่ต้องรีบก็ได้ ทันใดนั้นประตูรถไฟก็ทำท่าว่าจะปิดตัวเองลง เรารีบร้องกันเสียงหลง แล้วเบียดตัวเองทั้งสามลงไปในตู้รถไฟตู้ใดตู้หนึ่ง ยังไม่ต้องหาตู้ของตัวเองหรอก เอาตู้ไหนก่อนก็ได้ ก่อนที่รถไฟจะทิ้งเราไป แล้วเราก็ขึ้นรถไฟได้แบบน่าอายฝรั่ง เพราะขึ้นไปได้ก็พากันหัวเราะงอหาย แล้วพากันลากสัมภาระของใครของมันเดินตามหาตู้ของตัวเองกันบนรถไฟแบบทุลักทุเลจนต้องเดินขอโทษเค้าไปตลอดทาง มองดูเวลาก็ 9 โมง 55 นาทีเป๊ะ … เอ๊ะ… อะไรวะ หรือว่าบัตรไกด์เราหมดอายุแล้วไม่ไปต่อ ความรู้เราเลยหายไปด้วย แปลว่าอะไรกันแน่เนี่ย…. อิงก็เลยบอกว่า “เชิญ…. วันนี้วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร” เราบอกว่า วันที่ 10 เดือนเมษายน 2547 น่ะสิ แล้วก็เลยถึงบางอ้อว่าตัวเลข 10.04 นั้นแปลว่าวันที่ 10 เดือน 4 นั่นเอง แม้…. มันน่าให้ ททท. ยึดบัตรไกด์คืนจริงๆเลย เกือบพาลูกทัวร์ตกรถไฟแล้ว อายเค้าไหมนั่น?????? ยังก่อน.... ก่อนจะไปเดินหาที่นั่งต้องวางกระเป๋าหาที่นั่งชั่วคราวก่อน ว่าแล้วเราก็สอดส่ายสายตาหาที่นั่ง เป๊ะ... เชิญกับอิงได้แล้ว ก็พากันนั่ง ส่วนนังหมิงก็หน้าตื่นตามมาติดๆ ลากกระเป๋าปุ๊บก็จะพักกระเป๋าก่อน แต่ไม่มีที่ว่าง พอดีอีกฝั่งนึงของรถมีว่างอยู่ 1 ที่ แต่คนที่นั่งอยู่ก่อนเป็นคุณยายเยอรมันคนนึง เชิญก็บอกหมิงว่า “หมิงถามเค้าสิว่านั่งได้ไหม Can I sit here?” นังหมิงก็เอาเลย ชี้นิ้วชี้ไปที่เก้าอี้ที่ว่าง พร้อมกับถามว่า “นั่งได้ก่อ?” แทนที่คุณยายจะไม่รู้เรื่อง(จากคำถามกำเมือง) แต่แกเข้าใจ (จากนิ้วชี้หมิง) แก็ตอบมาดังๆว่า “Yes, you can sit here.” “ That’s fine!!!” แล้วเราก็มีเรื่องล้อเจ้าหมิงนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า..... หลังจากนั้นเราก็หาที่นั่งของเราตามหมายเลขจนพบ (ซึ่งไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะถ้าคนไม่มาก เราจะนั่งตรงไหนก็ได้ ตามใจเรา) ได้ที่นั่งเรียบร้อย เราก็ถึงมีเวลาสังเกตความเป็นไปและสภาพบนรถไฟว่าเป็นยังไง ตั๋ว EurailPass ชั้นดี ทำให้เราได้มานั่งชูคอเป็นผู้โดยสารอยู่ในชั้น 1 สภาพรถไฟของเยอรมันดีมาก ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบ ขนาดห้องน้ำถึงแม้จะมีคนใช้ก็ยังสะอาดสะอ้านน่าเข้าไปนอนเล่นนัก (อันนี้เว่อร์ไปหน่อย) เก้าอี้นั่งก็นุ่มสบาย ปรับได้ในระดับที่นั่งสบาย บางตู้แบ่งย่อยซอยเป็นห้องเล็กๆให้ผู้โดยสารนั่ง หรือนอน บางตู้เป็นที่นั่งปรับเอนธรรมดาแต่ขอโทษ…. มีทีวีติดตรงเบาะด้านหลังของคนข้างหน้าเราให้ดูด้วย รถไฟวิ่งเร็วจนมองวิวข้างทางใกล้ๆหน้าต่างไม่ทัน ต้องมองไกลๆถึงจะดูได้ชัด ในยุ โรปนี้ เค้าขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลา และความรวดเร็วของรถไฟ เรายังไม่เคยเจอแต่ก็น่าจะพอเชื่อถือได้ เวลาผ่านไปสักพัก จากวิวย่านที่พักอาศัยของคนในเมือง ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นชานเมือง และเป็นชนบทของเยอรมันตอนใต้ในที่สุด และก็พบว่าทิวทัศน์ของชนบทเมืองฝรั่งก็สวยงามน่าดูไม่แพ้ที่อื่นๆเลย เชิญมีความคิดว่านั่งเฉยๆจะไม่เป็นผลดีกับตัวเองเท่าไหร่ เพราะจุดมุ่งหมายที่มานี่ก็เพื่ออยากจะรู้นั่นรู้นี่ รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น นั่งอยู่เฉยๆคงไม่ทำให้ความรู้มันงอกขึ้นมาได้ ไปเดินเล่นดูนั่นดูนี่ดีกว่า ว่าแล้วก็เดินไปตามตู้ต่างๆ ทั้งตู้อาหาร ตู้อื่นๆไปลองใช้ห้องน้ำหลายๆครั้งบ้าง เพราะแรกๆที่เข้าไปหาที่กดชักโครกไม่เจอเพราะเป็นปุ่มกดเล็กๆแบบไม่ให้ความสำคัญอะไร ในขณะที่เมืองไทยจะหาได้ง่ายมาก มองก็รู้ว่าต้องกดตรงไหน สำหรับเราผู้เป็นคนสะอาด(หรือเปล่า) เราให้ความสำคัญมากเพราะนั่นหมายถึงว่าคนที่มาเข้าต่อจากคุณจะต้องแช่ง และให้พรบรรพบุรุษคุณแน่นอน หากว่าไม่กดชักโครกทิ้งไป แรกสุดอิงเข้าไปก่อน หายไปนานเลย เราก็นึกในใจว่าสงสัยเปิดประตูห้องน้ำไม่ออกแน่ๆเลย ถึงนานอย่างนี้ ซักพักก็เดินเข้ามา และท้าให้หมิงไปลองดู เป็นนานกว่าเจ้าหมิงจะกลับมาและท้าให้เชิญไปลองอีกคน ด้วยความที่กลัวว่าสองพี่น้องจะคิดไม่ซื่อกับเราแน่ๆ (ก็ถ้าคิดซื่อทำไมต้องมีลับลมคมใน รีบบอกเรามาก็ได้ว่าอยู่ตรงไหน) เราก็เลยเข้าไปแบบยังไม่ทำอะไรซักอย่าง จนกว่าจะหาปุ่มนั่นเจอแล้วลองกดดูก่อน ขอบอกว่านานมากกว่าจะหาปุ่มกดชักโครกบนรถไฟเยอรมันเจอ เพราะเป็นปุ่มเล็กๆ ไม่มีสัญลักษณ์โดดเด่นอะไร ติดอยู่ตรงฝาผนังด้านหลัง ค่อนไปทางศีรษะ บางคันนะ เป็นปุ่มให้เหยียบอยู่ใกล้ๆเท้า ไอ้เรารึก็หาปุ่มจะกด หายังไงก็หาไม่เจอ ดีนะที่มีไหว(กระ)พริบ ไม่งั้นมีอายโชว์ฝรั่งแน่ นั่งมาอีกนิดก็เกิดอาการหิวอีกแล้ว เราทั้งสามมีความเห็นตรงกันว่าควรจะเปิดซิงมาม่าของหม่าม้าได้แล้ว เพราะขนมากันตั้ง 3 แพ็ค ซึ่งก็คือ 18 กล่อง ดังนั้นเลยตกลงกันว่าจะส่งหน่วยกล้าตายไปขอน้ำร้อน ...แต่ใครล่ะจะเป็นหน่วยกล้าตายที่ว่า เพราะไปขอแล้วใครมันจะให้กันง่ายๆ โดยเฉพาะพวกฝรั่งมันเห็นแก่ตัวจะตาย ของฟรีไม่มีในความคิดมัน น้ำใจเล็กน้อยๆไม่มีการให้กัน เราเกี่ยงกันไปมาสุดท้ายด้วยความกลัวฝรั่งมันด่าเอา (ไม่กลัวโดนด่า แต่กลัวจะอดใจไม่ด่าบรรพบุรุษมันกลับไม่ได้) เลยต้องใช้วิธีไปซื้อแทน แล้วถึงจะได้กินมาม่าของหม่าม้าของเรา ใกล้จะถึงเมือง Wurzburg เราก็เตรียมลากข้าวของจากช่องเก็บของเหนือศรีษะ (ขอบอกว่าเวลาเก็บ เราเก็บมันทั้งล้ออย่างนั้นแหละ ไม่มีเวลามาถอดกระเป๋าออกจากล้อหรอก) แล้วเราก็รอเวลาให้รถไฟเข้าเทียบชานชลา เรื่องจะลงที่ชานชลาไหนไม่ต้องเป็นห่วง เพราะที่ยุโรป เราสามารถนั่งอยู่บนรถไฟและอ่านป้ายชื่อสถานีได้ เพราะในแต่ละสถานี จะมีป้ายบอกชื่อสถานีเป็นระยะๆ (ประมาณ 15 เมตร มี 1 ป้าย) กว่ารถไฟจะชลอตัวลงและจอดสนิทเราก็อ่านและทวนชื่อสถานีจนชัวร์แล้ว December 22 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (4)ซักพักนึงมีคนไทย 2 คน ลากกระเป๋าคล้ายๆเราเดินมา เราก็ดีใจใหญ่เลย 2 กะว่าได้เพื่อนร่วมชาติมาช่วยกันคงดี 2 คนผัวเมียนั่นใช้บัตรเครดิตสอดเข้าไปซักพักก็ได้ตั๋วออกมา แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นตั๋วประเภทไหน ระยะทางไกลหรือใกล้ รู้แต่ว่าราคา 8 ยูโร 2 ใบ และนั่นคือ “ตั๋ว” เท่านั้นเอง แล้วพี่สองคนนั้นก็บอกว่าจากมิวนิคก็จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Salzburg ประเทศออสเตรียต่อ พอเราบอกว่าเราเคยไปเมื่อปีที่แล้ว สองคนนั้นดีใจใหญ่เลย ถามเราเรื่องการเดินทาง เรื่องโรงแรม เรื่องอาหาร แล้วก็ขอบคุณเราและจากไป........จากเราไป....... จากเราไป(ทำเสียงก้องๆสะท้อนๆเหมือนในหนัง) โดยที่กูยังไม่ได้ตั๋วรถไฟเลยนะเฟ้ยยยยย..... จะไม่ช่วยกันหน่อยเหรอ... (ตะโกนในใจ ... เค้าไม่ได้ยินหรอก) ไม่ได้การละ อิง...เอาบัตรเครดิตสอดเข้าไปมั่งดีกว่า ได้ตั๋วมาก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง เดี๋ยวรถไฟจะมาแล้ว อิงก็จัดการใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋ว แล้วเอาตั๋ว 3 ใบที่ได้ไป stamp ที่เครื่องตรวจอัตโนมัติ แล้วเราก็ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟ S-Bahn ได้แบบทุลักทุเล พอขึ้นไปได้ไฮโซอย่างเราทั้ง 3 ก็ถือตั๋วไว้คนละใบ เพราะคิดในใจว่าเดี่ยวจะมีนายตรวจ มาตรวจเหมือนรถไฟบ้านเราแหละ แต่ถือไปจนตั๋วเปียกเหงื่อก็ไม่เห็นมีใครมาตรวจ เอาไงแน่วะ เก็บไว้ก่อนก็ได้ ระหว่างทางรถไฟก็จอดเป็นระยะๆ ตามสถานี และมีคนขึ้น คนลงเป็นระยะเช่นกัน หมิงก็โดนผีช่างภาพสิงยังไม่หายก็เก็บภาพไว้ใหญ่เลย โด่..ถือว่าเอา notebook มาด้วยหละซี้....ถึงไม่กลัวเปลือง แล้วก็มีหนุ่มน้อยตัวโตกำยำชาวมิวนิค 2 คนแต่งตัวคล้ายๆกันขึ้นมา เราก็กระซิบบอกหมิงว่า “เฮ่ย.. หมิง เนี่ย..เด็กช่างกลเยอรมัน” (ก็เสื้อที่มันใส่คล้ายๆเสื้อช็อปของเด็กวิดวะ มช. นี่นา) ไอ้หมิงก็เอาเลย ยกกล้องขึ้นมาแล้วเล็ง แชะ...แชะ...แชะ.... (อย่าเว่อร์ ไม่ดังขนาดนั้นหรอก มันดังเบาๆเพราะกล้องมันเป็น digital รุ่นล่าสุด) เราก็รีบห้ามหมิงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่รู้ว่าที่นั่นเค้าจะเคร่งเครียดกับเรื่องถ่ายรูปเค้ามากแค่ไหน กลัวไอ้สองตัวนั่นไม่พอใจ มาทำอะไรละก็ เรากับหมิงเห็นทีจะสู้ไม่ไหวแน่ แต่ละคนตัวโตมาก สูงด้วย น้ำหนักคงไม่ต่ำกว่า 85 กก. แน่ๆ สองคนนั้นไม่เห็นเหมือนเชิญกับอิงเลย เวลามีคนมาถ่ายรูปแทนที่เราจะโกรธ กลับโดนวิญญาณ super star เข้าสิง ยิ้มสู้ เอียงมุมดีให้ และทำหน้าที่คิดว่าดูดีที่สุดเข้าให้ซะด้วย ....555 แต่ไอ้สองตัวนั่นทำท่าทางหน้ากลัว หลังจากนั้นหมิงก็เบนเข็มไปถ่ายรถไฟอะไรอย่างอื่นต่อ นั่งไปซักพักหมิงก็ถามว่าทำไมยังไม่ถึงอีก (สงสัยมันคงคิดว่าประมาณ 10 กม. แต่จริงๆไกลนะ ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่กิโลเมตร แต่รู้ว่านั่งรถประมาณ 30 นาทีก็จะเข้าเขตตัวเมือง) ไม่นานก็เข้าเขตตัวเมือง แรกๆ รถ S-Bahn นี่มันวิ่งบนดินนะ พอเข้าเขตตัวเมืองมันลงไปอยู่ในดินเฉยเลย แต่วิ่งคนละรางกับ U-Bahn (เหมือนกับที่ฝรั่งเศส รถ Metro วิ่งใต้ดิน รถ RER วิ่งชานเมือง) รถไฟก็ผ่านสถานีต่างๆเท่าที่จำได้ก็มีสถานีดังๆที่นักท่องเที่ยวต้องจำให้ขึ้นใจคือ uaptbahnhoft หรือ สถานีที่รถจอดใต้สถานีรถไฟกลาง --ซึ่งทุกเมืองในเยอรมัน ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ จะมี Huaptbahnhoft เสมอ ไม่นานนักรถไฟใต้ดินที่เรานั่งก็มาถึงสถานี Huaptbahnhoft แล้วเราทั้ง 3 ก็เดินสำรวจเกือบทั้งสถานี ที่นี่เป็นสถานีที่ใหญ่มากๆ เดินแล้วอาจจะหลงทางได้ เดินไปเดินมาก็นึกขึ้นได้ว่าตั๋วรถไฟ Eurail Pass ที่ซื้อมาถ้าจะให้ใช้ได้ก็ต้องเอาตั๋วไปลงทะเบียนให้ใช้ได้(Validate)ซะก่อน เลยเอาไปให้เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ช่วยทำให้ เค้าก็เอาตรายางมาปั๊มในตั๋ว ลงวันที่เสร็จสรรพ พร้อมๆกันนั้นก็วางแผนว่าพรุ่งนี้ถ้าตื่นขึ้นมา ทานข้าวเสร็จแล้วก็จะเดินทางไปเมืองต่อไปเลย และต้องจองตั๋วตอนนั้นเลยด้วย (เพราะปาเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มแล้ว) รายการท่องเที่ยวที่ได้มาจากบริษัทอะไรซักอย่างแนะนำให้ไปเที่ยวเมืองอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่นอกเส้นทางไปแฟรงค์เฟิร์ต(ที่เราจะค้างคืนในคืนต่อไป) เลยไม่กล้าเสี่ยง สู้ไปเที่ยวเมืองที่อยู่ในเส้นทางดีกว่า เลยตัดสินใจจองตั๋วไปลงเมืองเวิร์ซเบิร์ก (Wurzburg) โดยหลังจากที่เสียค่าตั๋ว Eurail Pass แล้ว ถ้าเราจะจองที่นั่ง ต้องเสียค่าจองอีกคนละ 3 Euro แต่ถ้าไม่จองก็ขึ้นได้เลยเพราะตั๋วนี้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่กรุ๊ปเราเลือกที่จะจอง (ทั้งๆเรื่องเสียเงินเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่) เพราะเราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดี แล้วก็พากันเดินลากกระเป๋าตุปัดตุเป๋ลงไปหารถไฟใต้ดิน เพื่อไปโรงแรม (มือใหม่หัดลาก ... นานๆไปจะเริ่มเก่ง) คราวนี้พอลงมาเริ่มไม่วุ่นวายกับเรื่องซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแล้ว เพราะเค้าบอกว่าตั๋วนี้ใช้ได้ 24 ชั่วโมง เราเลยพากันเลือกสายรถไฟที่จะไปสถานีหน้าโรงแรม สถานีที่โรงแรมตั้งอยู่ชื่อ Hilemeran Platz ซึ่งเราต้องต่อรถใต้ดินไปอีกที ใช้วิธีดูแผนที่รถไฟใต้ดินขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ข้างฝาผนัง (บนรถก็มี เหมือนรถไฟฟ้ากับรถใต้ดินที่ กทม.) เราก็ขึ้นรถไฟอีกสายมุ่งหน้าไป Hilemeran Platz ได้ รถไฟที่นี่จะมีหมายเลขตัวเดียวที่จำได้ ตั้งแต่ 1-8 เมื่อกี๊เรานั่งรถ S-Bahn สาย 8 เข้าเมือง (นั่งสาย 1 ก็ได้) นั่งไปก้นยังไม่ทันอุ่นเลย (อากาศใต้ดินหนาวจะตาย) ก็ถึงสถานี Hilemeran Platz เราก็รีบลากกระเป๋า (แบบทุลักทุเลเหมือนเดิม) ลงรถและขึ้นไปงงกับทางออก เพราะที่เมืองนอก ถ้าคุณขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดินแล้วออกทางออกผิด คุณจะไปโผล่ถนนอะไรซักอย่างที่เกิดมาคุณยังไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เสียเวลาในการตั้งต้นใหม่อีกเยอะ เพราะฉะนั้นเราก็ลองจับบันไดเลื่อนและขึ้นไปที่ไหนซักที่ ปรากฎว่าไปโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้... มีแต่ป่า และหญ้า.. แถมลวดหนามอีก ชวนให้นึกถึงฮิตเล่อร์ และค่ายกักกันชาวยิวเลย ก็นี่มันเยอรมันไม่ใช่เหรอ? แล้วเค้าจะหาว่าเราเป็นชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รึเปล่าวะ ยิ่งเหลืองๆซีดๆอยู่ด้วย ด้วยความตกใจในความโง่ของตัวเอง พวกเราทั้ง 3 ก็พากันอุ้มกระเป๋าลงไปใต้ดินอีกครั้ง (ไปตั้งต้นใหม่) ที่ต้องบอกว่าอุ้มเพราะลากไม่ได้ เพราะมันเป็นขั้นบันได ด้านนี้ไม่มีบันไดเลื่อน ......โชคดี มีใครก็ไม่รู้สักคนนึงเดินมา เค้ากำลังสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ เราก็ถามด้วย Dialogue เดิมว่า Ich kann kein Deutsch, Konnen sie Englisch? (อ่านว่า อิค คาน คาย ดอยช์, เคิ่นเน่น ซี เองลิทช? แปลว่า ผมพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ?) มันดันตอบว่า Yes…… ก็หวานหมูกูละสิ ถามเลยละกัน I’m confusing about the way to Arabella Sheraton Hotel, could you please tell me the way? เจ้าคนนั้นก็ทำหน้างงๆเล็กน้อยก่อนตอบเราด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่ามั่นใจว่ามันรู้เลยว่า “I think this way” (พูดพร้อมกับชี้ไปอีกด้าน) เอาละวะ ...กู.... เชื่อมันก่อน ถ้าไม่ใช่ก็ลงมาตั้งต้นใหม่ก็ได้ ให้มันรู้กันไปสิว่าดั้นด้นมาจากเชียงใหม่ แต่จะมาตกม้าตายเพราะหาทางขึ้นจากใต้ดินไม่ได้ที่มิวนิค ว่าแล้วเราก็ขึ้นไป..... โป๊ะเชะ !!!! เจอพอดี ... ประมาณสามทุ่มของคืนนั้น กะเหรี่ยงสามหน่อจากเชียงใหม่ก็ลากกระเป๋าเดินตุปัดตุเป๋เข้าโรงแรมไป (และก่อนเข้ายังไม่วายโก๊ะส่งท้าย.............. เนื่องจากประตูเป็นประตูแบบหมุน.....นังเชิญที่วิ่งหน้าเริ่ดนำหน้าเมียกับน้องเข้าไปก่อนดันโดนประตูหมุนมันหนีบ ..... ดีนะที่อิงไม่รู้........(ไม่งั้นโดนล้อแย่เลย) ...เฮ่อ...ง่วง...เหนื่อย เข้าโรงแรมดีกว่า เมื่อไปถึงก็ยื่น Hotel Voucher ให้ แป๊บเดียวก็เดินปร๋อเข้าห้องไป นัดกับหมิงว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็ให้โทร.มาเรียกไปกินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรมด้วย เฮ่อ..หลับดีกว่า.....
10 เมษายน 2547 เยอรมัน (มิวนิค- แฟรงค์เฟิร์ต) และเมืองที่ไม่ได้วางแผนไว้
เจ็ดโมงเช้าเป๊ะ (ของเยอรมัน) ก็โทร.ไปหาไอ้หมิงที่ห้อง ... มันไม่โทร.มา เราก็โทร.ไปปลุกมันซะเลย “จะลงไปกินข้าวแล้ว ไปสายเดี๋ยวคนในห้องอาหารเยอะ .............กินไม่สะดวก” (ประโยคหลังนี้พูดในใจ เดี๋ยวมันนึกว่าเราคิดจริงๆ) พากันอาบน้ำ(ร้อน) แต่งตัว เก็บของ แพ็คกระเป๋า แล้วก็ลอยชายพากันมาสวาปามของกิน ดูเวลาเมืองไทยก็ประมาณเที่ยงวันกว่าๆ แปลกเนอะ..... จริงๆพึ่งจะมาถึงน่าจะมีอาการเจ็ทแล็ค แต่ในกรณีนี้เราว่าเราตื่นเต้นหละ มันกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปผจญภัยน่ะ เลยไม่ลกไม่แล็คกันแล้ว ส่วนเรื่องการเก็บของ.... ต้องเก็บและสำรวจทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะ 10 กว่าคืนที่ไปเที่ยวนี้ต้องเปลี่ยนที่นอนทุกวัน (ยกเว้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัม-เนเธอร์แลนด์ และปารีส-ฝรั่งเศส ค้างที่ละ 2 คืน) ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดเพราะจะไม่มีโอกาสกลับมาเอาเลย เก็บของเสร็จแล้วลงไปกินข้าว แล้วถึงจะขึ้นมาเอาของและลงไป Check-out ที่พักที่เราจองเป็นแบบรวมอาหารเช้าสำหรับ 3 คน และส่วนใหญ่อาหารเช้าในโรงแรมที่ยุโรปจะเป็นแบบบุฟเฟต์ (ยกเว้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเบิร์น –สวิสเซอร์แลนด์)ที่เป็นบุฟเฟต์แบบบังคับเลือก คือคุณจะกินแบบไหน เท่าไหร่ก็ได้ตามรายการอาหารและจำนวนเท่าที่เราให้มา (ทั้งๆที่จ่ายเท่าๆกับที่อื่นๆ) ......ซึ่งขอบอกว่าไม่ถูกใจจ๊อด......เล้ยยยย... และเราก็ทำแบล๊คลิสต์ไว้แล้วว่าโรงแรมนี้เป็นแบบนี้ กลับมาเราก็จัดการโทรศัพท์ไปหาบริษัทท่องเที่ยวที่จองโรงแรมให้เรา พร้อมกับ complain และให้ข้อมูลเสร็จสรรพและชักจูงเค้าไม่ให้ส่งลูกค้าไปที่โรงแรมนี้อีก ฮ่าฮ่าฮ่า..... นี่คือความร้ายกาจของเรา ...... เมื่อลงมาถึงห้องอาหารปรากฏว่ากะเหรี่ยงอย่างเราตื่นเช้าเกินกว่าที่ไก่เยอรมันจะโห่ได้ เลยไม่มีใครเลยนอกจากพนักงานเตรียมของกัน เราก็เลือกมุม และเล็งอาหารที่ละลานตาไว้เต็มที่ วันนี้และทุกๆวันต่อจากนี้เราจะต้องเดินทาง และท่องเที่ยวและใช้พลังงานกันเยอะ เพราะฉะนั้นก็กินตุนเข้าไปก่อนเยอะๆ มาใหม่ๆแบบนี้ ยังไม่ลืมรสอาหารไทย เพราะฉะนั้นจึงยังไม่โหยหาเท่าไหร่ เลยพากันกินอาหารยุโรปซะพุงกาง เท่านั้นยังไม่พอ ทั้งหมดมีความคิดว่าพวกผลไม้ ขนมปังแห้งๆ เนยแข็ง เนยเหลว ผงเครื่องดื่ม ฯลฯ อะไรก็ตามที่พอจะพกติดตัวออกไปได้ ให้เอาไปด้วย เพราะไปซื้อข้างนอกจะแพงมหาโหดเลย - นี่เป็นความคิดที่ไม่ดีเลย - - - แต่เราก็จะทำ --- หลังจากนั้น (หลังจากที่พากันพกอาหารจนกระเป๋าตุงๆ) ก็พากันเช็คเอ๊าท์จากโรงแรม ก่อนจะออกไป เราก็เขียนโปสการ์ดส่งให้ตัวเองเป็นที่ระลึก ส่งให้คนอื่นๆบ้าง และพนักงานก็ถามว่าจะไปไหนกันมีตั๋วรถไฟหรือยัง ด้วยความที่ไม่รู้ว่าตั๋วเมื่อคืนก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ เราเลยซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินที่พนักงานคนนั้นเสนอขายอีก 3 คน ราคา 8 Euro ทั้งๆที่จะไปที่สถานีรถไฟกลางที่เดียวเท่านั้น เฮ่อ ..... กะเหรี่ยงหนอ.... แล้วก็พากันเดินออกไปนอกอาคาร เพื่อขึ้นรถใต้ดินไปสถานีรถไฟกลาง พออกมาปุ๊บวิญญาณนายแบบ นางแบบ และช่างภาพเข้าสิงทันที เช้าวันนั้นถ้าประชาชนเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ตื่นแต่เช้า จะเห็นกะเหรี่ยงซีดๆ 3 ตัว เดินไป ถ่ายรูปไปอย่างบ้าคลั่งกลางท้องถนน ถ่ายรูปได้ไม่เท่าไหร่ก็พากันลงสถานีรถไฟใต้ดินไปสถานีรถๆไฟกลางที่พวกเราไปเมื่อคืนนี้ แผนแรกที่จะไปเที่ยวคือเมือง Rothenburg แต่เปลี่ยนใจกันเองเพราะเมืองนี้อยู่นอกเส้นทางที่จะไปพักค้างคืนในคืนนี้ เพราะฉะนั้นเหลืออยู่เมืองเดียวที่น่าแวะเที่ยวคือเมือง Wurzburg หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราไม่เที่ยวที่มิวนิคก่อนล่ะ ก็เพราะว่าเราวางแผนเอาไว้แล้วไงว่ามิวนิคจะเป็นเมืองสุดท้ายที่เราจะมาเที่ยวในวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย เพราะฉะนั้น …….. มิรอช้า เราไปแวะเที่ยวเมือง กันเถอะ Wurzburg
ก่อนอื่นเราก็ต้องเอาตั๋วรถไฟที่เรา Validate และจองที่นั่งแล้วไปถามทางเค้าก่อนว่าต้องไปขึ้นที่สถานีไหน ในตั๋วเขียนเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย แล้วภาษาเยอรมันกับเรานี่รู้เรื่องมากเลยนี่…. พอได้ใจความปุ๊บก็เดินตามหาชานชลา ขอบอกว่าต้องเดินตามหานะ ชานชลารถไฟเมืองนอก ไม่เหมือนชานชลารถไฟเชียงใหม่นะ ที่มีรางรถไฟแค่ไม่กี่คู่ แต่เนี่ย…. เดินเข้าไปเหอะ ทั้งกว้าง ทั้งยาวกว่าจะเจอแต่ละหมายเลข วีรกรรมกับชานชลารถไฟยังมีอยู่… แต่รอเดี๋ยวนะ ก่อนขึ้นรถที่สถานีรถไฟกลางเมืองมิวนิค เราก็แอ๊คชั่นถ่ายรูปกันตามระเบียบ(ของเราเอง) …….. ด้วยความที่เป็นไกด์เก่าไง .. เชิญก็โชว์ความเก๋า (ซึ่งจริงๆคือความโก๊ะ) ออกมาให้เมียกับน้องได้ชื่นชมก่อนเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ในตั๋วรถไฟเขียนอยู่ช่องนึง ซึ่งพอจะเดาได้เพราะเป็นตัวเลขว่า 09.55 และ 10.04 เชิญก็ใช้ความเก่งกาจแปลให้ฟังเสร็จสรรพเลยว่า “เนี่ย…รถไฟจะมา 9 โมง 55 นาที และรอซักครู่นึง แล้วจะออกจากชานชลาเวลา 10 โมง 4 นาทีเป๊ะ เชื่อผม!!!” ตอนนี้เรายังไม่ต้องรีบขึ้นเครื่องหรอก แล้วทุกคนก็ปฏิบัติตามหัวหน้าใหญ่ ..... ผู้โง่เขลา ... December 21 น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (3)เริ่มเดินทาง
แรกสุด...เราเดินทางด้วยเครื่องบินภายในประเทศของการบินไทย จากเชียงใหม่แต่เช้าตรู่ของวันที่ 8 เมษายน 47 .... เพื่อไป กทม.ก่อน ไปทำไม กทม. เครื่องไปมิวนิคมันออกตอนเที่ยงวันที่ 9 เมษา ไม่ใช่เหรอ รีบไปไหน.... 5555 นี่เป็นแผนสุดชั่วร้าย ก็เราจะพากันไปช้อปปิ้งที่ กทม. ก่อนนะซี่..... อยู่ที่เชียงใหม่ถึงจะมีของให้ซื้อมากมาย แต่ที่ กทม. ก็มีของเยอะแยะมากกว่า ทั้ง มาบุญครอง จตุจักร เอ็มโพเรี่ยม สยาม ฯลฯ อิงอดกลั้นมานาน กะว่าจะไปซื้อของแก้เซ็งซะหน่อย คราวที่แล้วเราก็มาล่วงหน้าอย่างนี้ตั้ง 2 วัน เพราะพากันมาปล่อยแก่ที่ดรีมเวิด์ล กับทำธุระอื่นๆด้วย เช่นธุระซื้อของกับตัดผมที่มาบุญครอง ธุระดูหนังที่เดอะมอลล์ ธุระกินข้าวเย็นที่เยาวราช ธุระฟังเพลงที่ร้าน “เดอะ พูล” – แถวเกษตรตัดใหม่ เฮ่อ....ธุระยุ่งทั้งนั้นเลย (น่าเบื่อ) !!!!????? คราวนี้มีโอกาส มีรึจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ ว่าแล้วเราก็พากันเป็นกะเหรี่ยงตั้งแต่ยังไม่ออกจากเมืองไทยเลย เช้าวันนั้นกะเหรี่ยง 3 ตัวจากเชียงใหม่ก็พากันอุ้มกระเป๋าขึ้นรถไปสนามบิน (ย้ำว่าอุ้ม จริงๆ แบกไม่ได้เพราะหนักเหลือเกิน) พอไปถึงก็อุ้มลงจากรถ และอุ้มกระเป๋า (ที่เราตั้งใจว่าจะแบกตะลอนทัวร์ทั่วยุโรป) เข้าไปเช็คอิน ตอนขึ้นเครื่องมีเรื่องให้ต้องขุ่นใจเล็กน้อยว่าไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง เราน่ะเป็นโรคไม่ชอบอยู่นิ่งๆ จะให้มานั่งเครื่องแถวกลางแล้วรอเวลาให้มันผ่านไปเฉยๆจนเครื่องลงน่ะเมินซะเถอะ สู้นั่งใกล้หน้าต่างแล้วดูนั่นดูนี่สนุกกว่าเป็นไหนๆ .. ก็อุตส่าห์วางใจว่าเมียรักจะรู้ใจ และจัดการแจ้งความต้องการกับเจ้าหน้าที่ตอนเช็คอินให้อย่างดี แต่ปรากฏว่าเมียดันไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจสามี พวกเราทั้ง 3 คนเลยต้องนั่งแถวกลางติดทางเดิน ไม่มีหน้าต่างให้ดูอะไรเพื่อความตื่นเต้นเลย พอหันไปถามเมียก็ได้คำตอบชวนจี๊ดดดด...ว่า “ก็อิงนึกว่ายังไงก็ได้นั่งติดหน้าต่าง” โอวแม่เจ้า..... เครื่องบินแต่ละลำมันไม่เหมือนกันนะจ๊ะเมียจ๋า ถ้าเป็นลำที่มีที่นั่ง 4 ที่เรียงกันน่ะ อันนั้นชัวร์ว่ายังไงก็ต้องมีคนได้หน้าต่าง แต่นี่มันลำใหญ่ มี 8-9 ที่นั่งแนวขวาง ไม่บอกเค้าแล้วจะได้ที่นั่งติดหน้าต่างมาได้ยังไง...โธ่.... แต่พอเครื่องขึ้นเราก็เล็งแล้วว่าที่นั่งท้ายสุดมันว่างแหง๋ๆ... พอกินอะไรไปซักพักเราก็ทำเป็นไปเข้าห้องน้ำ แล้วถือโอกาสขอแอร์โฮสเตสนั่งตรงนั้นได้เลย ซึ่งก็ไม่มีปัญหา ตกลงเราก็เลยได้นั่งติดหน้าต่างแถมยังนั่งควบ 2 เบาะด้วย พอเครื่องลงก็ไปเจออิงกับหมิงที่ประตูด้านนอก เฮ่อ........สบายใจคน(โรคจิต)อย่างกู 8.30 น. เราก็มาถึง กทม.โดยสวัสดิภาพ หนูเอ๋อ—แฟนสาวเจ้าหมิงก็มารับไปพักที่บ้าน ตอนเข้าบ้านเค้าก็เหมือนเคยคืออุ้มประเป๋าเข้าบ้าน มาถึงตานี้เราชักไม่แน่ใจละว่าจะแบกเป้ตะลอนยุโรปให้รอดได้ยังไง วันนั้นทั้งวันเรา(เชิญกับอิง)ก็พากันไปซื้อของส่งมาที่เชียงใหม่และลำพูน ส่วนเจ้าหมิงอยู่สวีทกับหนูเอ๋อที่บ้าน 2 ต่อ 2 ..... เอ๊ย 2 ต่อ 5 (เพราะมีพ่อแม่พี่น้องเค้าอยู่ด้วย) ซื้อของที่สำเพ็งเสร็จก็มีความคิดจะไปเยี่ยมพสกนิกรที่มาบุญครอง+สยาม+เซ็นเตอร์พ้อยท์ ซะหน่อย เดี่ยวประชาชนจะลืมหน้า 5555 ตอนอยู่สำเพ็งก็มีไอเดียเจ๋งๆว่าทำไมเราต้องอุ้มกระเป๋าไปมาด้วยล่ะ ทำไมไม่ติดล้อให้มันซะ แล้วเราก็จะได้ลากมันอย่างสบายใจ ว่าแล้วเราก็พยายามถามคนขายของแถวสำเพ็งว่ามีล้อลากกระเป๋าขายไหม ปรากฎว่าหาไม่ได้ พอมาดูที่มาบุญครองโชคดีว่าเจอ เลยซื้อมาซะ 2 อัน (ของเชิญกับของหมิง ส่วนกระเป๋าอิงมีล้ออยู่แล้ว) เป็นอันว่าทริปนี้เราจะรอดตัวจากการหลังหักไปได้ 1 เปลาะ งานนี้ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณเรา (1 ในหลายบุญคุณ 555 ) เพราะเราฉลาดคิดได้ ไม่งั้นนะ ต้องแบกเป้งานกร่อยแน่ๆ คืนนั้นเราก็พักกันที่บ้านแสนสวยและแสนสุขของหนูเอ๋อ (ที่อิงแอบค่อนแคะว่ายังกะหลุดออกมาจากแคตตาล็อก หรือนิตยสารบ้านและสวน) พอตื่นขึ้นมาซัก 8 โมงเช้าก็พากันอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวไปสนามบินดอนเมือง หนูเอ๋อเป็นสารถีพาไปส่งเช่นเคย แต่...ช้าก่อน....เครื่องออกเที่ยงครึ่งไม่ใช่หรือ? ท่านจะรีบไปสนามบินแต่เช้าหาพระแสงด้ามใด???? โอววว.... มีคนรู้ทัน ทำไงดี จำเราต้องเฉลยแผนชั่วเสียแล้วหรือนี่.... ก็คือว่า...เรากลัวรถติดไง ... ”จะบ้าเหรอ ติดยังไงแค่จากห้วยขวางไปดอนเมืองมันก็ไม่น่าจะถึง5 ชั่วโมงหรอก” คือว่า...คือว่า.... คือว่าเราจะรีบไปเช็คอิน แล้วรีบร่อน Boarding Pass เข้าไปที่ Duty Free เพื่อดูราคาน้ำหอมนะซี้...... (นี่คือแผนชั่วของเรา) และเมื่อเราไปถึง เราก็ดำเนินการตามแผนชั่วแบบมิรอช้า รีบเช็คอิน และเข้าไปด้านใน คราวนี้ไม่ให้พลาดที่นั่งติดหน้าต่างอีก เราเข้าไปกำกับการเช็คอินอย่างใกล้ชิด ด้วยกลัวว่าเมียจะทำพลาดอีก โธ่..... ต้องนั่งนิ่งๆอยู่ในเครื่องตั้ง 11 ชั่วโมงนะเหรอ เราไม่เล่นด้วยหรอก แล้วเราก็ได้ที่นั่งติดหน้าต่างสมใจ เครื่องบินออกจากที่นี่ เที่ยงครึ่ง (เวลาบ้านเรา) ไปถึงมิวนิคทุ่มนึง (เวลาของที่นั่น) ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชม. ที่เราต้องนั่งๆนอนๆ งอไปงอมาบนเครื่อง น่าเบื่อตายเลย เมื่อเช็คอินเสร็จ ก็เข้าไปห้องพักผู้โดยสารขาออก (ที่มีร้านค้า Duty Free อยู่ด้วย) เราว่าเราชั่วละนะ แต่เมียเราสิ สุดยอดกว่า... พี่แกเล่นถือสมุดไปด้วยเล่มนึง เอาไปจดราคาน้ำหอมใน Duty Free เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับน้ำหอมที่จะไปเจอที่ฝรั่งเศส ถ้าที่ไหนราคาถูกกว่าก็จะซื้อที่นั่น สุดยอด.. ดีนะที่พนักงานเค้าไม่มาไล่ ส่วนตัวเรานั้น ทำได้แค่ลองน้ำหอมกลิ่นนั้นกลิ่นนี้อย่างเพลิดเพลิน เจริญใจยิ่งนัก คราวที่แล้ว ซื้อ Clinic Happy for Men ไปหนึ่งขวดกับ CK-Be ไปอีกหนึ่ง ตอนนี้มันทำท่าจะหมดซะแล้ว จำเราจะต้องเอาไปอีก แต่อย่าพึ่งซื้อตอนนี้ดีกว่า เพราะยังจะต้องไปข้างหน้าอีกไกล การแบกขวดน้ำหอมไปไกลๆไม่ใช่เรื่องที่คนฉลาดอย่างเราพึงทำ 555555 และที่สำคัญ เชื่อเมียไว้ก่อนไม่เสียหาย เพราะเมียบอกว่าถ้าซื้อไปแล้วไปเจอของราคาถูกกว่าจะเจ็บใจตัวเอง เมียเราฉลาดดีมั้ยล่ะ.... หลังจากตระเวนเล่นน้ำหอมทดลองใน Duty Free จนพอใจ ก็พากันไปหาซื้อของสำคัญอีกอย่างสำหรับดาราหน้ากล้องอย่างเรา นั่นก็คือ..... ม้วน VDO สำหรับเอาไว้ถ่ายตัวเอง คราวที่แล้วเอาไป 2 ม้วน กลับมาทำเป็น CD ได้ 3 แผ่น คราวนี้กะจะเอาไปหลายๆม้วนหน่อย อันที่จริงม้วนที่ติดมากับตัวเครื่องก็มี แต่มันมีม้วนเดียว คงไม่พอสำหรับดาราเจ้าบทบาท แหม๋... ก็เก็บไว้เป็นที่ระลึกน่ะ แต่พอไปหาซื้อจริงๆ ร้าน Duty Free ที่คิดว่าจะมีกลับไม่มี เพราะรุ่นที่เราไปหาซื้อนั่นเดี๋ยวนี้เค้าไม่ผลิตขายแล้วหละ เดี๋ยวนี้เค้าใช้กล้อง VDO แบบ digital กันหมดแล้ว ไปซื้อร้านไหนก็ไม่มี เอาไงดีวะ.... สุดท้าย..... ก็ไม่ได้อะไรเลย...ฮือ ฮือ กูจะทำยังไงดีละเนี่ย เสียงอิงแว่วมาว่า “เชิญก็ใช้ม้วนที่มีนั่นแหละ มันถ่ายได้เยอะเหมือนกันนะ” เราก็เลยจำเป็นต้องหยุดการค้นหาม้วน VDO นับแต่บัดนั้น ประมาณ สิบเอ็ดโมงกว่าๆก็พากันเดินไปที่ Gate หรือประตูทางขึ้นเครื่องบิน แต่เดี๋ยวก่อน...... เราหิวขึ้นมานิดๆ หาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็แวะร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายในนั้น หาอะไรมาแทะกิน เพราะคำนวณดูแล้วว่ากว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็เที่ยงกว่าๆ กว่าเครื่องจะออกก็เกือบบ่าย กว่าแอร์โฮสเตสจะเสิร์ฟอาหารก็โน่นแน่ะ บ่ายสองละมั้ง งานนี้หิวใจสั่นแหง๋ๆ.... ตอนจะซื้อดูราคาแล้วว่าแพง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นๆ ถามอิงกับหมิงว่าจะกินด้วยไหม ทั้งสองคนดูราคาแล้วบอกว่า “ไม่กิน..แพง” เราก็เลยจำใจกินคนเดียว แต่พอซื้อมา 555 ผีชูชกสิงพวกมัน มาแทะกินกันใหญ่เลย เราน่ะโอ.เค. อยู่แล้วเพราะจะได้รู้สึกว่ามีคนมาช่วยแบ่งปันความรู้สึกว่าไอ้เนี่ยแพง ออกไป เลยเปลี่ยนกันแทะใหญ่เลย เชิญกัดคำนึง ไอ้หมิงเอาไปเลียทีนึง อิงเอามาแทะอีกที อ้วกกกก.........
เสร็จแล้วเราก็พากันไปขึ้นเครื่อง และเมื่อรอผู้โดยสารพร้อม พนักงานต้อนรับพร้อม เครื่องพร้อม รันเวย์พร้อม บ่ายกว่าๆของวันที่ 9 เมษายน 2547 เครื่องโบอิ้ง 747 ของการบินไทยก็พาเราเหินฟ้าสู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน
อยู่บนเครื่อง หลังจากที่เครื่องบิน take off ได้ประมาณ 30 นาทีแอร์โฮสเตสก็ทยอยนำเครื่องดื่มและอาหารมาเสิร์ฟ ก็ตามเคยที่เราทั้งสามจะต้องกินทุกอย่างที่เค้านำเสนอ ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะเรากะจะเอาให้คุ้ม โธ่... ก็การบินไทยน่ะเก็บค่าตั๋วเราทั้งสามคน รวมกันทั้งขาไป ขากลับ ทั้งในและนอกประเทศเกือบสิบเที่ยว กวาดเงินเราไปเท่าไหร่แล้ว กินแค่นี้ยังน้อยไป เราว่าจะกินมันทั้งลำเลยนะนั่น...... ว่าแล้วข้าพเจ้าก็เรียกไวน์แดง ตามด้วยไวน์ขาว เจ้าหมิงก็สั่งคอนยัค ตามด้วยวิสกี้ อิงก็สั่งเครื่องดื่มอะไรก็ไม่รู้ แล้วเราตีสนิทกับแอร์โฮสเตสจนเค้ารู้แล้วว่าถ้าผ่านแถวที่มีไอ้กะเหรี่ยง 3 ตัวนี่เมื่อไหร่ จะต้องมีอะไรอยู่ในปากพวกมันเสมอ ......ผลก็คือ ทั้งเชิญทั้งหมิงหน้าแดงๆ ส่วนอิงก็ตาปรือ เพราะแอบชิมไวน์ที่เชิญสั่งมา
.....ยัง.... ยังไม่หมด เรายังปั่นป่วนความสงบบนเครื่องด้วยการส่งตัวแทน (ซึ่งก็แน่อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเชิญ) ไปขอไพ่มาหลายๆสำรับ ขอผ้าปิดตามาหลายๆอัน (ทั้งๆที่เราก็มีตาแค่ 3 คู่นะแหละ) แล้วเราก็มาตั้งวงเล่นไพ่กัน เล่นได้ซักพักก็เบื่อ พากันนอนหลับ เหลือเวลาอีกตั้ง 10 ชม. กว่าจะถึง นอนยังไม่ทันหลับเลยกัปตันดันประกาศว่ากำลังบินอยู่บนน่านฟ้าประเทศพม่า ต่อม “ตื่น” มันทำท่าจะทำงานอยู่แล้ว ยิ่งมีคนมากระตุ้นมันเลยนอนไม่หลับเลย เอาไงดีวะ..อิงกับหมิงหลับไปแล้ว ไม่มีคนเล่นด้วยเลย เหลือบไปเห็นโปสการ์ดที่ติดมากับเมนูอาหารของการบินไทย สีเหลืองอ๋อยเชียว .... เลยเขียนโปสการ์ดส่งให้ใครต่อใครที่บ้านดีกว่า ไม่สวยช่างมันแต่หางานมาทำแก้เบื่อก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็เขียนโปสการ์ด เขียนไปเขียนมาอิงก็ตื่น นั่งคุยกันซักพักก็หลับไปอีก (แต่เราหลับไม่ลง) มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่เมฆ เบื่อจัง รู้สึกปวดขาเลยไปเดินแถวหลังเครื่องบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง ล่อลวงเด็กลูกครึ่งมาคุยบ้าง ดูเวลาก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน ........ เฮ่อออ..... กูเบื่อ...... ข่มตาให้หลับได้ซักครู่เดียว ตื่นขึ้นมาแอร์โฮสเตสเอาอาหารมาเสิร์ฟอีกแล้ว คราวนี้ดูนาฬิกา วู้ๆๆๆ....อีก 2 ชม.ก็ถึงแล้ว ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน มองไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะปกคลุมยอดเขาเต็มเลย ดูจากแผนที่บนหน้าจอที่แสดงคิดว่าคงอยู่ประมาณประเทศบัลแกเรียหละ ตอนนี้มีกำลังใจหน่อย เพราะใกล้จะถึงแล้ว เลยกินข้าว(จืดๆของการบินไทย)ได้อร่อย
ถึงแล้วมิวนิค-เยอรมัน ( 9 เมษายน 2547 19.00 น.)
ไม่นานนักกัปตันก็ประกาศนำเครื่องลง ทุกคนก็ตื่นเต้นคึกคัก ขยับตัวกันใหญ่ มองดูนอกหน้าต่างเครื่องบิน เวลาของเยอรมันก็ราวๆ 1 ทุ่ม ของบ้านเราก็ประมาณเกือบตีหนึ่งของอีกวันแล้ว ไม่นานนักพวกเรา -กะเหรี่ยงทั้ง 3 จากเชียงใหม่- ก็มาเดินปร๋อรอกระเป๋าในอาคารผู้โดยสารขาเข้าแล้ว พอได้กระเป๋า โจทก์แรกที่ต้องแก้ให้ได้คือ *จะหาทางไปโรงแรมได้ยังไง???* ถ้าเป็นที่เชียงใหม่ก็เรียกรถแดง ถ้าเป็น กทม.ก็เรียกแท็กซี่ แต่นี่มันมิวนิค.... จะให้ไปรถรับจ้างหรือแท็กซี่นะฝันไปเหอะ.... แพงมหาโหด ลืมไปได้เลย เชิญก็เกิดนึกขึ้นได้ว่านั่งรถไฟเข้าเมืองได้ ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที (อันที่จริงอ่านมา ไม่ได้นึกขึ้นเองหรอก) ส่วนนังหมิง กะ นังเมียน่ะ อย่าได้ไปหวังพึ่งอะไรเค้าเลย เค้าตะหากที่หวังพึ่งเชิญสุดชีวิต ฮิ ฮิ ฮิ เราจะหลอกมาชั่งกิโลขายเมืองนอกซะให้เข็ดเลย แล้วเรา(เชิญคนเดียว.... ส่วนอิงกับหมิงลากกระเป๋าตามมาแบบทุลักทุเล จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว) ก็ถามหาทางไปสถานีรถไฟ เพราะเคยอ่านเจอว่าสถานีรถไฟเค้าอยู่ใต้อาคารผู้โดยสารนั่นแหละ ไม่ต้องเดินไกล รถไฟที่มิวนิคนี้มีรถไฟอยู่ 2 แบบคือ แบบแรกเรียกว่าS-Bahn เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างตัวเมืองมิวนิคกับรอบนอกหรือชานเมือง กับแบบที่ 2 คือ U-Bahn เป็นรถไฟใต้ดินที่วิ่งภายในตัวเมืองมิวนิคเท่านั้น คำว่า Bahn ในภาษาเยอรมันน่าจะแปลว่ารถไฟหรือเครื่องยนต์ เพราะคำว่า Bahnhoft(บาห์นโฮฟ) แปลว่าสถานีรถไฟ คำนี้เราเจอบ่อยเพราะชีวิตนับแต่นี้เป็นต้นไปเกี่ยวข้องกับรถไฟ รถราง รถไฟใต้ดินตลอด Autobahn(ออโต้บาห์น) ก็แปลว่าทางสายซุปเปอร์ไฮเวย์ ส่วนคำว่า Flugafen(ฟลูกาเฟน) นี่จำให้ดีเลย เพราะแปลว่าสนามบิน เห็นป้ายบ่อยๆ เผื่อมีเส้นทางที่เราต้องเกี่ยวข้องกับสนามบินแล้วไม่รู้คำนี้แล้วแย่เลยนะ แล้วประเทศแถวๆนี้เค้าใช้ภาษาเยอรมันกันเยอะ เราเลยต้องทำตัวให้คุ้นเคยซักหน่อย ทั้งในเยอรมันเอง สวิตเซอร์แลนด์ หรืออย่างคราวที่แล้วไปออสเตรียกับลิคเตนสไตน์ ก็พูดภาษาเยอรมันกันหมด เรามี Dialogue ประจำตัวอยู่หนึ่งประโยคเวลาจะถามอะไรคนแถวนี้คือ Ich kann kein Deutsch, Konnen sie Englisch? (อ่านว่า อิค คาน คาย ดอยช์, เคิ่นเน่น ซี เองลิทช? แปลว่า ผมพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ?) ถ้าฝรั่งเยอรมันคนใดหลวมตัวตอบว่า Yes หรือ A little bit. ละก้อ มันผู้นั้นจะตกเป็นเป้าหมายในการหาข้อมูลของเราทันที แต่ถ้ามันตอบกลับมาด้วยสีหน้าไม่รู้เรื่องละก้อ เราจะพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายรายต่อไปอย่างไม่ลังเล คราวนี้ก็เช่นกัน เป้าหมายเป็นเด็กผู้หญิงที่เป็นผู้ปั๊มตราอะไรก็ไม่รู้ให้แก่เราตรงทางออก เราก็ถามเธอทันที โชคดี(ของเรา)ที่เธอพูดภาษาอังกฤษได้ แต่โชคร้ายของเธอที่เชิญดันไปให้เธออธิบายความแตกต่างของ S-Bahn กับ U-Bahn ก็อยากรู้นี่นา ... ไม่ถามแล้วจะรู้ได้ไงล่ะ กูไม่ใช่ “ตู่รู้”นะ (โปรดอดใจรอและอ่านต่อไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้ว่า “ตู่รู้” เป็นใครและทำวีรกรรมวีรเวรอะไรกับอิงไว้ที่ฝรั่งเศส) ตอนเดินจาก Termial 2 ไป Termial 1 เพื่อขึ้นรถไฟนั้นผีช่างภาพก็เข้าสิงอิงกับหมิงทันที (ส่วนเชิญก็ผีนายแบบเข้าสิง) ทั้งๆที่เมื่อยแสนเมื่อยจากการนั่งขดขนเก้าอี้ในเครื่องบิน แทนที่จะรีบๆกลับโรงแรม แต่....โน.... งานนี้กำไรคือการท่องเที่ยว ไม่มีเหนื่อยง่ายๆหรอก อิงกับหมิงก็ควักเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปบรรยากาศภายใน Termial 2 ของท่าอากาศยานมิวนิคที่ชาวเยอรมันเค้าภูมิใจว่าทันสมัยนักหนา สวยด้วย ส่วนเชิญก็คว้ากล้องถ่ายรูปกับขาตั้งออกมามั่ง ไม่ถ่ายใคร เน้นถ่ายตัวเองเป็นหลัก 5555 ก็บอกแล้วว่ามีขาตั้งกับมีรีโมทงานนี้ไม่ง้อใคร อิงกับหมิงน่ะสิตลก อิงถ่ายรูปให้หมิง หมิงถ่ายรูปให้อิง ส่วนเชิญน่ะถ่ายรูปให้เชิญเท่านั้น 5555 เพราะฉะนั้นสองพี่น้องนั่นไม่มีรูปตัวเองในกล้องตัวเองซักเท่าไหร่หรอก ยามที่อิงรู้สึกตัวว่าสามีกำลังเอาใจออกห่างโดยการไม่ถ่ายรูปให้(แต่ถ่ายรูปตัวเอง) ก็จะโวยวายซักครั้งนึง แล้วก็วิ่งมาแจมด้วย แรกๆเชิญจะเล่นทีอิงเผลอตลอด หลังๆอิงชักจะรู้ตัววิ่งมาแจมด้วยทุกทีเลย ถ่ายรูปไปมาอากาศชักจะไม่เป็นใจเพราะเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เชิญเริ่มปวดเล็บมือขึ้นมา เลยงัดเอาถุงมือมาใส่ ถ่ายรูปซักพักจนเป็นที่พอใจ(ของอิงกับหมิง) ก็พากันลงบันไดเลื่อนไปสถานีรถไฟ
พอไปถึงรถไฟยังไม่มา เนื่องจากนี่เป็นสถานีต้นทาง เลยต้องรอ แต่ที่เยอรมันดีตรงที่ว่ามันมีป้ายบอกว่ารถไฟที่จะมา เป็นสายอะไร รออีกกี่นาที แล้วเราก็ดูประกอบกับแผนผังที่เค้าติดไว้ตรงผนังว่าสายที่จะมามันผ่านเส้นทางเรารึเปล่า หรือว่าเราสามารถไปต่อสายอื่นที่สถานีข้างหน้าได้ไหม อันนี้สำหรับเราไม่มีปัญหา เพราะเราสามารถเดาภาษาเยอรมันได้บางคำ รู้ว่าต้องเข้าเมืองก่อน แล้วพอเข้าเมืองและจะไปโรงแรมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือจะซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติยังไง ไม่มีคนขาย มีแต่เครื่อง แล้วถ้าไม่มีตั๋วเราก็กลัวว่าจะขึ้นรถไม่ได้ กลัวว่าขึ้นไปแล้วจะโดนปรับ กลัวว่าฯลฯ โอ๊ยย...ทำไงดี จะพึ่งอิงกับหมิงก็สองคนนั่นก็จะพึ่งเรานี่นา พอมีฝรั่งเดินมาเราก็ถาม แต่หมอนั่นก็ไม่ค่อยรู้ว่าต้องซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่ กลัวซื้อราคาน้อยมันจะดีดเราลงจากรถไฟ กลัวซื้อมากไปจะเสียตังค์ฟรีอีก พอเห็นว่ามันคงจะเสียเวลากับไอ้กะเหรี่ยง 3 ตัวนี่มามากแล้ว มันก็จากไปโดยที่เรายังไม่ได้ตั๋วเลย ฮือ...ฮือ....กูจะทำยังไงวะเนี่ย .... น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยง (2)ขั้นต่อมาก็คือการทำวีซ่า เมื่อไปคราวที่แล้ว ทางบริษัททัวร์จัดการให้หมดเลย ทั้งวีซ่าทั้งตั๋ว เครื่องบิน คราวนี้ไม่มีคนทำให้ก็เลยต้องลงมือเอง เรารู้มาว่าประเทศในยุโรปเค้ารวมตัวกันเป็น “ยูโร” ไปแล้ว การเดินทางก็สะดวกสบาย วีซ่าก็ขอแบบ “วีซ่าเชงเกน (Schengen Visa)” ซึ่งขอแค่ที่เดียว แต่สามารถเดินทางเข้าทุกประเทศในยุโรป (ยกเว้นอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์)ได้เลย ซึ่งไอ้ที่ยกเว้นก็ไม่มีปัญหาเพราะเราไปแค่สวิสฯ และจัดการขอวีซ่าแบบ Multiple คือเข้าออกประเทศในกลุ่มยูโรได้หลายๆครั้งในระยะเวลาที่กำหนด การขอวีซ่านั้นก็ง่าย แค่ดูว่าในช่วงเวลาที่ไปเราพักประเทศไหนนานที่สุดก็ขอที่ประเทศนั้น แต่ถ้าพักเท่าๆกันก็ไปขอประเทศที่เราจะไปก่อนเป็นอันดับแรก ของเราดูไปดูมาปรากฎว่าเราจะอยู่ในเขตประเทศเยอรมันนานที่สุด ต้องไปขอวีซ่าเชงเก้นที่สถานทูตหรือกงศุลเยอรมัน คราวที่แล้วก็ได้วีซ่าเยอรมันมาแล้วใบนึง คราวนี้จะได้อีกแล้วเหรอ ตอนแรกก็ตกใจ นึกว่าจะต้องเดินทางไปขอวีซ่าที่กรุงเทพฯเลย เป็นเรื่องใหญ่นะเนี่ยเพราะต้องเดินทาง ต้องมีค่าใช้จ่าย ….(อะไรที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเรามักจะตกใจเสมอ)…… แต่สืบไปสืบมาเจอว่าที่เชียงใหม่ก็มีสถานกงศุลเยอรมันอยู่ที่หมู่บ้านในฝัน แถวๆคลองชลประทาน แต่ขอโทษ… ไม่ง้อใคร เปิดทำการแค่วันละ 3 ชั่วโมงเท่านั้น คือ 9:30 ถึง 11:30 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่เรา ก็ไม่กลัว เราพากันไปขอวีซ่าโดยเตรียมเอกสารต่างๆหลายอย่างตามที่เค้าต้องการ รวมทั้งพาสปอร์ตด้วย รออีก 1-2 สัปดาห์เราก็ไปรับวีซ่าโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพเลย งานนี้ก็เสียค่าใช้จ่ายเหมือนกันนะ เช่น ค่าเตรียมเอกสาร ค่าประกันการเดินทาง ค่าขอวีซ่า ฯลฯ ประมาณกลางเดือนมีนาคมทุกอย่างก็มานอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าเราเรียบร้อย ทั้งตั๋วเครื่องบินต่างประเทศ ตั๋วในประเทศ(ลืมบอกไปว่าเราได้ตั๋วฟรีในประเทศจากการสะสมไมล์) ตั๋วรถไฟ EurailPass ใบยืนยันการจองโรงแรม รายการท่องเที่ยวต่างๆทั้งที่จากตัวแทนจำหน่ายจัดมาให้และจากที่เราคิดกันขึ้นมาเอง เอกสารทุกอย่างทั้งตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต วีซ่า ใบโรงแรม ตั๋ว EurailPass ฯลฯ เรานำไปถ่ายเอกสาร 3 ชุด แล้วให้เก็บไว้คนละชุด เผื่อมีปัญหาของจริงอะไรของใครหายไป เรายังจะมีเอกสารสำเนาเอาไว้ยืนยันได้ แล้วเราก็ทยอยเตรียมตัวกัน เช่นแอบหาเสื้อผ้าสุดเก๋…. แอบไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่(เป็นเป้แบบสะพาย)มาเก็บไว้แล้วซ่อนๆ กลัวไอ้หมิงมาเลียนแบบ เตรียมอุปกรณ์ถ่ายรูป เป็นต้น ไม่นานนัก …. เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง เจ้าหมิงจะไปเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์กับเพื่อนแล้วไม่มีกระเป๋า ก็เลยมายืมของเรา ซึ่งเป็นกระเป๋าแบบเป้ขนาดใหญ่มาก (เน้นว่ามาก) ที่ฝรั่งชอบใช้กัน แล้วมันก็เห็นว่าเจ๋งดี จะเอามั่ง เราเลยต้องถ่อสังขารอันร่วงโรยไปซื้อเป้สะพายหลังขนาดใหญ่ (แบบที่ฝรั่งชอบใช้กัน)แบบเดียวกันนั้น ที่ไนท์ บาร์ซ่าร์-เชียงใหม่ ไปต่อรองราคาจนแม่ค้าแทบจะด่ากลับ สุดท้ายก็ได้มา 1 ใบ แล้วด้วยความรอบคอบ อิงก็เอากระเป๋าไปให้ช่างเย็บผ้าที่รู้จักกันช่วยเย็บย้ำตรงรอยต่อของสายสะพาย เพราะกลัวว่าจะรับน้ำหนัก (ของฝาก) ไม่ไหว เพราะตั้งใจกันว่างานนี้จะเป็น Bag Packer ก็กะว่าจะแบกกกกก..... กระเป๋าไปทั่วยุโรปเอง จากนั้นเราก็แพ็คกระเป๋ากัน โดยเราจะไปกันประมาณ 11 คืน เลยเตรียมกางเกงไปแค่ 4 ตัว (จุ๊จุ๊ อย่าบอกใครนะ) ส่วนเสื้อนี่พิเศษหน่อยเอาไปครบทุกวันเพราะคิดไว้แล้วว่าเมื่อไปถึงวิญญาณนายแบบนางแบบจะต้องเข้าสิงและถ่ายรูปกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่ๆ เอาเสื้อไปหลายๆตัว จะได้มีรูปหลายๆแบบ .......แต่.....หารู้ไม่ว่า เมื่อไปถึงแล้วอากาศจะหนาวจับจิต(ทั้งๆที่เป็นฤดูใบไม้ผลิ) ทำให้ต้องใส่เสื้อกันหนาวที่อุตส่าห์แบกไปด้วยคนละ 1 ตัว ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่เห็นนายแบบนางแบบถ่ายรูปด้วยชุดที่เหมือนเดิมตลอด ถึงชุดกันหนาวจะซ้ำแต่ชุดข้างในน่ะรับรองว่าเอี่ยม นอกจากนี้ก็มีชุดที่ใส่นอนอีก (อันนี้เน้นกางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้าม) ถุงเท้า รองเท้า ชุดชั้นใน เครื่องสำอางประจำตัว(ของอิง ... ของเชิญไม่มี้......จิงจิ๊งงง.... - ทำเสียงสูง) เชิญน่ะไม่ค่อยสำองสำอางอะไรหรอก แค่แป้งเด็กก็พอแล้ว เชื่อมะ??? นอกจากจะมีเรื่องเอกสารและเสื้อผ้าให้เตรียมกันแล้ว เรื่องของกินก็สำคัญ เราน่ะไม่รู้หรอกว่าที่เยอรมันเค้าเข้มงวดกับเรื่องของกินรึเปล่า แต่ด้วยความกลัวสำลักนม เนย ตาย เราก็คิดเอาไว้ว่าจะต้องเอาไปแน่ๆ แล้วไอ้ตู่-เพื่อนที่ล่วงหน้าไปทำ ป.โท+ป.เอก ที่ฝรั่งเศส โทร.มาสั่งของกินจากเมืองไทยด้วย เราก็เลยต้องเตรียมไปด้วย ตู่มันสั่งพริกลาบ+น้ำพริกหนุ่ม+น้ำพริกตาแดง เราก็ไปซื้อเลยที่ร้านวนัสนันท์-เชียงใหม่ แต่เอาแบบ 2 ชุด คือตู่สั่งอะไรได้หมด แต่เราให้เค้าจัดเป็น 2 ชุดเพราะอีกชุดเราจะเก็บไว้กินเอง 555 ตกลงในส่วนของเราก็มี น้ำพริกหนุ่ม 1 กระป๋อง น้ำพริกตาแดง 1 กระป๋อง หมูแผ่น 1 ห่อใหญ่ มาม่าของหม่าม้า(ขโมยหม่าม้ามา) ขนาดคัพใหญ่ รสต่างๆ 3 แพ็ค (แพ็คละ 6 คัพ) .... แล้วเราก็พยายามยัดของกินสำคัญเหล่านี้เข้ากระเป๋าคนนั้นบ้างคนนี้บ้างจนสำเร็จ ส่วนตัวเรานั้นรับผิดชอบของกินเป็นส่วนใหญ่ (จะเรียกว่าเป็นกระเป๋าตู้เสบียงก็ได้) รวมน้ำหนักแล้วกระเป๋าเราที่มันหนักก็เพราะว่าของกินนี่แหละ นึกดูดิ....น้ำพริกหนุ่มนี่มันเก็บในขวดแก้วขนาดเป้งๆเลยนะ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะโดนตรวจค้นกระเป๋าเมื่อเราไปถึงไหม เราก็เลยได้แต่ภาวนาว่าอย่าโดนเลย แต่จะไม่ให้เอาของกินไปเลยก็ไม่ได้ -ไม่มีทาง...ให้กูตายซะดีกว่า- คิดแผน 2 เอาไว้แล้วว่าถ้าไปถึงแล้วโดนค้น ถ้าเค้าเจอกองทัพอาหารอันมโหฬารซ่อนอยู่ แล้วบอกว่าต้องทิ้ง หรือทำลาย ไม่ให้เอาเข้าเยอรมัน เราจะพากันทำลายโดยการนั่งกินพวกมันจนหมด โอ้ววว..แม่เจ้า เราช่างฉลาดยิ่งนัก แต่โชคดีที่พอไปถึงแล้วบังเอิญมีคนแก่เดินตัดหน้าคนนึง เจ้าหน้าที่มันเรียกคนนั้นไปค้น เลยยุ่งอยู่กับคนแก่นั่นทำให้เราเดินผ่านมาได้อย่างสบายใจ (และสบายท้องในเวลาต่อมา) 5555..... นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องกล้องถ่ายรูป (ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญระดับชีวิต) ที่จะต้องบันทึกภาพเราไว้เก็บไว้ให้เพื่อน ญาติ และลูกเอาไว้ดู ด้วยความที่มันสำคัญระดับชีวิต(เชิญ) เราไป 3 คน ก็พกกล้องไป 4 ตัว ไม่ต้องตกใจ อ่านไม่ผิดหรอก 4 ตัว และยัง.... .....ยังไม่พอ แถมคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (Notebook) เพื่อเอาไว้ load รูปจากกล้องที่ถ่ายเต็มแล้วด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อเรากลับมาเมืองไทย เราพบว่า แค่เฉพาะกล้อง digital เราก็สามารถ load รูปลงแผ่น CD ได้ถึง 3 แผ่นเต็มๆ เพราะฉะนั้นงานนี้ไม่เว่อร์ ... มาดูกันดีกว่าว่าใครพกกล้องอะไรไป..... o เชิญ - พกกล้องถ่ายรูปธรรมดาแบบใช้ฟิล์ม 1 ตัวพร้อมขาตั้งกล้องและรีโมทคอนโทรล เล่อร์ ด้วยความที่คิดว่าถ้าใช้กล้อง digital มันมีข้อจำกัดเรื่องการ์ดเต็ม เราก็พกกล้องธรรมดาไปซะเลย ซิ้อฟิล์มไปด้วยโหลนึง เหลือค่อยเอากลับมาใช้ ฟิล์มหมดก็เปลี่ยนใหม่ได้เรื่อยๆ ส่วนขาตั้งกล้องกับรีโมทนี่มาจากประสบการณ์ที่ไปกับอิงเมื่อคราวที่แล้ว คือเวลาจะถ่ายรูปคู่เราก็ต้องไปง้อขอคนอื่นมาช่วยถ่ายให้ตลอด ด้วยความที่เราไม่ชอบง้อใคร กูพกขาตั้งกล้องไปเองก็ได้วะ รีโมทด้วย ตั้งเอง ถ่ายตัวเอง เป็นแบบเอง ถ่ายเท่าไหร่ก็ได้ตามที่กูปรารถนา ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นบ้าไปแล้ว..... นอกจากนี้ก็มีกล้องถ่าย VDO พร้อมอุปกรณ์ประกอบครบชุด เราชอบภาพเคลื่อนไหวด้วย ชอบบรรยายและเล่าเรื่องสถานที่ต่างๆที่ไปเที่ยวให้คนอื่นๆฟัง เพราะคิดว่าประสบการณ์นี้หาได้ไม่ง่ายเลย ควรแบ่งปันคนอื่นๆด้วย ก็เลยจัดแจงเอากล้อง VDO ไป คราวที่แล้วก็เอาไปแล้วกลับมาเอามาทำเป็น CD พวกที่บ้านเอาไปดูกันใหญ่เลย o อิง - กล้องถ่ายรูป digital พร้อม MMC Card (การ์ดสำหรับบันทึกภาพ) o หมิง - กล้องถ่ายรูป digital พร้อม MMC Card จำนวนหลายใบ (ไม่สามารถระบุได้ว่ามีกี่ใบ) และพิเศษสุด คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (Notebook) เพื่อเอาไว้ load รูปจากกล้องที่ถ่ายเต็มแล้ว งานนี้ถ่ายรูปกันกระหน่ำ ราวกับวิญญาณนายแบบนางแบบเข้าสิง ถ่ายแม้กระทั่งเวลากิน เวลานอน เวลารถกำลังวิ่ง อู้ยยยย..... เยอะมาก เมื่อเอกสารต่างๆพร้อม เสื้อผ้าพร้อม ของกินพร้อมม กล้องพร้อม ไฟพร้อม หลีดพร้อม.... เฮ่ย ไม่ใช่เชียร์ลีดเดอร์ ทุกอย่างพร้อม เราก็เริ่มเดินทาง เรื่องอ่านเล่นๆ... น้ำพริกตาแดง..เนยแข็ง..และกะเหรี่ยงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ เป็นความประทับใจส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้ใครมาประทับใจด้วย แต่.. แค่อยากเขียนเอาไว้ และเล่าให้ลูกฟัง ในฐานะที่ลูก.........เกิดมาจากทริปนี้ ทริปที่ Papa & Mommyและอากู๋(หมิง) พากันไปตะลอนยุโรปวันที่ 9-21 เมษายน 2547 มันเป็นความทรงจำดีๆที่น้อยคนจะมีได้ เพราะฉะนั้น This ’s why I proudly present it to you. (เยอรมัน-เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์-เยอรมัน)
และขอบอกไว้ก่อนว่า เรื่องราวต่างๆไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หรือคู่มือที่จะให้ผู้อ่านนำไปใช้ เพื่อการท่องเที่ยวได้ แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น และถ้าผู้อ่านเป็นคนใกล้ชิด และคนสนิทที่รู้จักทั้ง เชิญ+อิง+หมิง ก็จะดีมาก แต่ถ้าไม่ใช่ ... ก็ใช้อ่านฆ่าเวลาได้นะ จั่วหัวเรื่องไว้ว่า “น้ำพริกตาแดง เนยแข็ง และเกรี่ยง” ตอน กำเนิดนางฟ้าน้อยเอิญเอิญ อย่างนี้คงจะงงๆกันบ้างว่าชื่อเรื่องมีความสัมพันธ์ยังไงกับเนื้อเรื่อง ใจเย็นๆครับ ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ น้ำพริกตาแดงเป็นอาหารของคนไทย โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ นอกจากน้ำพริกหนุ่มแล้วก็มีน้ำพริกตาแดงนี่แหละที่อร่อย ... แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องยังไงฟะ .... ก็มันเป็นอาหารเพื่อชีวิตของเราทั้งสองหนะสิ ถ้าไม่ได้น้ำพริกตาแดงเราต้องตายด้วยความเลี่ยนนมเนยแน่ๆเลย ไปตั้งสามคน แล้วทำไมช่วยชีวิตคนได้สองคนล่ะ .... เพราะอีกคนนึงกินเผ็ดไม่ได้น่ะสิ เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วย แต่สำหรับอีกสองคนที่เหลือ (คือเชิญกับอิง) ต้องกินเผ็ดๆเท่านั้นถึงจะแซ่บ .... ส่วนชื่อตอน “กำเนิดนางฟ้าน้อยเอิญเอิญ” that’s unimportant to tell how my little angel EARN EARN comes. She must come from this trip. แต่จะเป็นที่ไหนและยังไงอันนี้ Papa ก็ไม่รู้ครับลูก และสำหรับเพื่อนๆสุดที่รักของเชิญและอิงที่ออกแนวโรคจิตนิดๆ อาจจะถามว่าทำยังไง และคาดหวังว่าจะได้อ่านบทอัศจรรย์ในเรื่องราวนี้ อันนี้ขอบอกว่าเสียใจด้วยนะพวกโรคจิต ไม่มีโว้ย .. กรูไม่ใช่โรคจิตประเภท Exhibitionism ที่ชอบจัดนิทรรศการแสดงสินค้า อยากอ่านนักก็ไปซื้อหนังสือมาอ่านเอง หรือไม่ก็ไปเช่าแผ่นมาดูซะ กะเหรี่ยงเป็นใคร ทำไมต้องเรียกกะเหรี่ยงด้วย กะเหรี่ยงเป็นชนกลุ่มน้อยของไทยไม่ใช่เหรอ พูดแบบนี้ดูถูกเค้าหรือเปล่า จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ กะเหรี่ยงในที่นี้คือเชิญ+อิง+หมิง สามชีวิตหน้าตาเด๋อด๋า นิสัยโก๊ะๆ ที่ไปปล่อยไก่หลายตัวในที่ๆไม่ควรปล่อย แต่... ช่วยไม่ได้ ก็ผมไม่รู้นี่นา ... ในเรื่องนี้กะเหรี่ยงประกอบด้วย · ผมเอง-เชิญ-หนุ่ม(เกือบจะ)หล่อ อดีตไกด์นำเที่ยว ที่บัตรไกด์หมดอายุนานแล้ว แต่ก็ยังดันทุรังจะนำเมียและน้องเมียไปเที่ยวในดินแดนบางที่ที่ยังไม่เคยไป (แต่บางที่ก็เคยไปมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เมืองมิวนิค-ประเทศเยอรมัน) · อิง-สาวสวยผู้เป็นภรรยาไกด์หนุ่มหล่อ (555) · หมิงหมิง หรือ เจ้าหมิง หรือ ไอ้หมิง (เวลาหงุดหงิด)-น้องชายอิง คุณหมอหมาดๆจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กำลังรอเวลาไปบรรจุเป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่เชียงราย รอไปรอมามันคงเบื่อ เลยฆ่าเวลาด้วยการท่องเที่ยวซะเลย ก่อนหน้านี้ทั้งอิงและหมิง ได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว เพราะครอบครัวสนับสนุนให้เดินทางหาความรู้และความเพลิดเพลิน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ที่ต้องเดินตามหัวหน้าทัวร์ต้อยๆๆเหมือนลูกเป็ด ทั้งสองคนยังไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศด้วยตนเองเลย ทั้งๆที่ทั่วโลกนี้ไปเที่ยวมาเกือบหมดแล้ว เช่น อเมริกา ประเทศแถบยุโรป ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียตนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฟินน์แลนด์และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ฯลฯ ....แต่เชิญนั้นยังเป็นหนุ่มบ้านนอก ไม่เคยไปเที่ยวเมืองนอกกับเขาเลย แต่ในเมืองไทยนี้ถึงจะเที่ยวไม่หมดแต่ก็รู้แหล่งท่องเที่ยวซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นคนชอบการท่องเที่ยวมากๆ และเมื่อก่อนเคยทำงานไกด์อยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องการท่องเที่ยวในแถบภาคเหนือของไทยคงไม่ต้องพูดถึง เพราะรู้หมดแล้ว แต่ภาคอื่นๆยังต้องอาศัยการอ่านอยู่บ้าง เมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวเมืองนอกครั้งแรกกับกรุ๊ปทัวร์ ก็เกิดอาการเบื่อเหลือเกินกับการรอคนนั้นคนนี้ เบื่อสูตร6-7-8 คือตื่น 6โมงเช้า ทานอาหาร 7 โมงเช้า รถออก 8 โมงเช้า หรือการจำกัดเวลาในการท่องเที่ยว บางเมืองบางมุมเราก็อยากนั่งอยู่นานๆเพราะเงียบ สงบดี นั่งแล้วรู้สึกสบายใจ แต่กรุ๊ปทัวร์ต้องไปต่อ บางที่เราก็เห็นว่าไม่มีอะไรเลย พาเรามาทำไม แต่กรุ๊ปต้องมา อย่างเงี้ย..... เลยหมายมั่นปั้นมือกับอิงว่าถ้าจะต้องมาเที่ยวอีก จะไม่ขอมากับกรุ๊ปทัวร์ จะกลับไปทำงานหาเงินเยอะๆแล้วมาเที่ยวเองให้ได้ ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าก็ตาม แต่...โอ้...พระเจ้าช่างเข้าข้างคน(หน้าตา)ดี ......... ในไม่ช้าไม่นานนักเชิญกับอิงก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวในรูปแบบที่หวังไว้จริงๆ อยากรู้ไหม ว่าเป็นยังไง ลองอ่านต่อไปซิครับ
เรื่องมีอยู่ว่า ... เมื่ออิงกับเชิญแต่งงานกันแล้ว ก็ได้ไปเที่ยวยุโรปกับคณะทัวร์กันหนก่อน (วันที่ 21 – 30 กันยายน 2546)
คราวนั้นไป 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์-ลิคเตนสไตน์-ออสเตรีย-เยอรมัน และที่เยอรมัน เมืองสุดท้ายที่เที่ยวคือมิวนิค พอเที่ยวเสร็จก็ขึ้นเครื่องกลับบ้าน บนเครื่องการบินไทยวันนั้น แอร์โฮสเตสแจ้งว่าให้ผู้โดยสารกรอกเอกสารที่แจกให้ และจะมีการจับฉลากชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิวนิค 10 ที่นั่ง วันนั้น.....อิงผู้ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากการนอนหลับก็โยนเอกสารนั้นมาให้ เชิญ.....ชายหนุ่มผู้ที่ถึงแม้จะไม่เคยมีโชคหรือลาภลอย แต่ด้วยความงกกลัวเสียโอกาสก็จัดการกรอกเอกสารทั้งหมดด้วยตนเอง ก่อนเครื่องลงที่ดอนเมืองซัก 1 ชั่วโมง แอร์โฮสเตสก็รวบรวมเอกสารและทำการจับรางวัลทันที โป๊ะเชะ...!!!! พนักงานก็ประกาศชื่อคนที่ได้รับรางวัลเรื่อยๆ อิงกับเชิญก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน( แปลว่า อย่างอยากได้..แต่ก็ปากแข็งว่าเราน่ะไม่ได้หรอก ดวงไม่ดี อะไรประมาณนั้น) “เราน่ะไม่เคยมีโชคทางด้านนี้เลยเนอะ”อิงพูด “เออเนอะ.... เรื่องลาภลอยนี่ผมไม่เคยมีเลย ทุกอย่างในชีวิตที่ได้มาก็ต้องหามาเองหมด ไม่เคยได้อะไรมาฟรีๆ” และ ฯลฯ เสียงพนักงานต้อนรับดำเนินการจับฉลากไปเรื่อยๆ “ท่านต่อไปนะคะ.... คุณวันวิสาข์ค่า.....” ...”นี่ก็คงเป็นวันวิสาข์อื่นที่ชื่อคล้ายกันนั่นแหละอิง” เชิญพูดปลอบใจตัวเองและอิง ก็กลัวจะพากันผิดหวัง เลยไม่หวังไว้ก่อนดีกว่า “อิงก็ว่างั้นแหละ......” “ขอเชิญคุณวันวิสาข์ วิภูสัตยามารับรางวัลตั๋วเครื่องบินฟรีด้วยค่ะ......” !!!!????!! พระเจ้าช่วย ได้ตั๋วฟรี !!!??? กรี๊ดดดดด...... (เสียงร้องในใจอิง) แล้วก็ถลาไปรับรางวัลไม่รั้งรอ... พออิงไปรับรางวัล เค้าก็เอาเข็มกลัดอันเป้งมีไฟกระพริบมาติดหน้าอกอิง ทำให้อิงดูดีกลายเป็นผู้หญิงมีไฟขึ้นมาทันที แล้วเราก็กลับถึงบ้านที่เชียงใหม่และวางแผนเงียบๆกัน 2 คน ว่าจะไปเที่ยวกันอีกเมื่อไหร่ดี เพราะตั๋วนี้ต้องใช้ภายใน 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2547 เท่านั้น และเปลี่ยนมือหรือโอนให้ใครไม่ได้เลย ที่บอกว่าต้องวางแผนเงียบๆเพราะว่าเดี๋ยวจะโดนด่าเอา พึ่งมาถึงเมืองไทยได้ไม่ทันไร วางแผนจะเที่ยวกันอีกแล้ว หาเรื่องเปลืองเงินอีกหละสิ..... ด้วยเหตุนี้ เราทั้งสองก็เก็บอาการลิงโลดไว้ในใจว่าปี 47 จะได้ไปเที่ยวอีกแล้ว รอไว้จังหวะว่างๆจากงาน และจากภาระทั้งหมด รอให้ปาป๊ากับหม่าม้าอารมณ์ดีๆ เราจะค่อยๆเฉลยแผนว่าเราคิดจะทำอะไรกันอยู่ ... แล้วก็เป็นไปตามคาด ... ด้วยความชาญฉลาดในการเจรจาของเชิญ( คือชี้ชวนให้เห็นว่าได้ตั๋วฟรีมาแล้วต้องใช้ ไม่งั้นจะเสียโอกาส ทั้งๆที่ฟรีชื่ออิง แต่ถ้าจะไปก็ต้องไปกัน 2 คน ...ก็ใครล่ะจะปล่อยให้อิงไปคนเดียวได้ ..เรื่องนี้เรารู้ดี hee hee hee) แต่ปาป๊ากับหม่าม้ามีข้อแม้ว่าจะต้องพาเจ้าหมิง-น้องชายอิงไปเที่ยวด้วย เจ้านี่มันเครียดจากการเรียนแพทย์มา 6 ปี พึ่งจบและกำลังจะไปประจำที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ก่อนที่มันจะลุยงานก็อยากไปผ่อนคลายก่อน อิงกับเชิญก็โอเค แต่เก็บอาการไว้ ไม่อยากลิงโลดให้เห็นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเขม่นเอา ส่วนเจ้าหมิง ให้มันไปเป็น กขค. ด้วยก็คงไม่เป็นไร ไปถึงโน่นก็หลอกให้มันไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ตามประสาของมัน เราก็จะได้เที่ยวกันสองต่อสองได้ (นี่เป็นแผนร้าย) จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นฮันนีมูนรอบสองของเราดีๆนี่เอง รอบแรกเราก็กะว่าจะได้ลูกด้วย แต่รอเท่าไหร่ก็ไม่มี เลยไปให้หมอตรวจดู ปรากฎว่าอิงมีเนื้องอกในรังไข่ ก็ผ่าตัดออกไปเมื่อ 6 มกราคม 2547 หมอบอกว่ารอซัก 2-3 เดือนก็มีลูกได้ เราก็รอ และก็กะว่าจะใช้โอกาสฮันนีมูนรอบ 2 นี่แหละมีลูก แต่ไม่เป็นไร ถึงเจ้าหมิงจะไปด้วยเราก็ฮันนีมูนได้ ก็แหม... มันต้องนอนกันคนละห้องอยู่แล้ว ใครจะมานอนรวมกันทั้ง 3 คน อึดอัดจะตายชัก แล้วแผนร้ายเรื่องการลุยยุโรปของเราก็เริ่มขึ้น................... ในตั๋วฟรีของการบินไทยที่ได้มา มีข้อกำหนดคือ นอกจากต้องใช้ภายใน 1 เมษายน- 30 มิถุนายน 2547 หรืออีกนัยหนึ่งเส้นทางต้องเป็นเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิวนิคเท่านั้น นี่เป็น flight บังคับจริงๆ ถ้าจะไปมิวนิคอย่างเดียวแล้วไปจบที่อื่นก็ย่อมได้ แต่มันก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็มันเรื่องอะไรล่ะ ก็ในเมื่ออุตส่าห์เป็นผู้โชคดี 1 ใน 10 รายจากจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดบนเครื่อง โบอิ้ง 747 แล้วทำไมต้องเสียตังค์เพิ่มเล้า... ...เราเริ่มและจบทริปที่เดียวกัน และเที่ยวเป็นวงกลมดีกว่า แผนการท่องเที่ยวน่ะเรายอมเปลี่ยน แต่แผนการเสียตังค์เราไม่ยอม .. 5555... แล้ว.... เชิญก็เริ่มวางแผนการท่องเที่ยว แรกสุด โทร.ไปถามเพื่อนผู้มีประสบกาม เอ๊ย ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวตามที่ต่างๆทั้งในและนอกประเทศอย่างคุณนุชนาฏ โรจน์รุ่งเรือง หรือ นังอุย เพื่อนสุดซี้..... มันก็แนะนำว่าในเมื่อแกเคยไปเที่ยวแถบมิวนิค และแคว้นบาวาเรียซึ่งเป็นเยอรมันตอนใต้แล้ว ทำไมต้องไปเที่ยวที่เดิมอีก ก็เที่ยวขึ้นเหนือของเยอรมันไปเลยซี้........ ขึ้นไปเรื่อยๆจนจะสุดชายแดนก็ค่อยข้ามไปประเทศอื่นๆ แล้ววกกลับมาที่มิวนิคที่เดิม นังโง่...... (เสียงด่านังอุย) ..เออ.. ความคิดนี้เข้าท่าแฮะ .. เราจะได้ไปลุยที่ที่ไม่เคยไป และจะได้ดูบ้านดูเมืองอื่นๆเยอะๆ หลังจาก get Idea แล้วก็ไปหาแผนที่มาดู และซื้อหนังสือมาอ่าน แต่ก็ยังมือแปดด้านอยู่ดีว่าแต่ละเมืองที่เราจะไปน่ะ มันมีอะไรน่าดูบ้าง ไปน่ะไปได้ แต่ไปแล้วไม่รู้จะไปเที่ยวดูอะไรนี่สิมันน่าเจ็บใจ อย่ากระนั้นเลย.... เราเคยไปเที่ยวยุโรปมาแล้วกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ให้เขาจัดรายการท่องเที่ยวมาให้เราดูดีกว่า ........ ด้วยความที่ไม่มีความรู้ในที่ที่จะไปเที่ยวเลย (แต่ก็ยังดันทุรังจะไปเอง ...ไม่ยอมจ้างใครพาไป) จึงบอกบริษัททัวร์ให้จัดรายการตามที่เราต้องการมาให้เราหน่อย เราต้องการทุกอย่างทั้งรายการท่องเที่ยว รายการโรงแรม รายการการเดินทางภายในประเทศของประเทศต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่เราไม่ต้องการคือเพื่อนร่วมทางและคนนำเที่ยว (เพราะเรามีแล้ว ....555....) โดยบอกข้อแม้เรื่องตั๋วเครื่องบิน และบอกกำหนดวันเวลาที่จะไปและวันที่จะกลับที่เราต้องการเสร็จสรรพ รออึดใจเดียว (อึดใจคนจมน้ำ ก็ แค่ประมาณ 2-3 วัน) คุณอะไรก็ไม่รู้ก็แฟกซ์รายการส่งมาให้ เราเอามาอ่านก็หวานหมู... ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีคนจัดการให้เราแล้วและรู้แล้วว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง หลังจากนั้นเราก็รุกฆาตบริษัททัวร์นั้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องข้อมูล เรื่องโรงแรม เรื่องตั๋วรถไฟ จนเค้าคำนวณไปคำนวณมาแล้วเห็นว่าไม่คุ้มแน่ถ้าจะมาบริการเรา เค้าก็บอกปฏิเสธไป แทนที่เราจะอึ้งงงง.. และวีนแตกที่บังอาจปฏิเสธการบริการลูกค้าเก่าอย่างเรา ฮ่า ฮ่า ฮ่า กลับหัวร่องอหาย...ช่างมันปะไร ข้อมูลกูก็ได้มาแล้ว ตังค์ค่าจ้างก็ไม่เสีย มันคงไม่รู้ว่าเราเป็นใคร นี่ “เชิญ” ไม่ใช่เหรอ (แล้ว “เชิญ” นี่มันใคร?) เราก็จัดการเอาข้อมูลที่หลอกให้เค้าหามาให้มายำเละ ซึ่งจริงๆก็คือเอามาเรียบเรียงใหม่จนเป็นที่พอใจของเราและเพื่อนร่วมทาง (คือเมียและน้องเมีย ที่.... อย่าบังอาจมีปากมีเสียงเชียวนะ 555 ) แล้วเราก็สรุปการเดินทางได้ดังนี้ 1. รายการท่องเที่ยวเริ่มที่ นั่งครื่องการบินไทยไปลงที่ เยอรมัน (มิวนิค, แฟรงค์เฟิร์ต, โคโลญจน์) เนเธอร์แลนด์ (อัมสเตอร์ดัม) เบลเยี่ยม (บรัสเซลส์) ฝรั่งเศส (ปารีส) สวิตเซอร์แลนด์ (เบิร์น, ลูเซิร์น, ซูริค) และก็กลับไปเยอรมัน (มิวนิค) ที่เดิม ซึ่งแผนน่ะมันเป็นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ บางครั้งก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าไปนั่นดีกว่า นี่ไม่ไปดีกว่า เปลี่ยนดีกว่า เลยทำให้แผนกับความจริงแตกต่างกันบ้าง เราหาข้อมูลการท่องเที่ยวของแต่ละเมืองคร่าวๆ แต่หลักๆก็ไปหาเอาดาบหน้ามันส์กว่าเยอะ 2. โรงแรม มีรายชื่อของโรงแรมมาจากบริษัททัวร์ที่จัดให้ เลยให้ตัวแทนท่องเที่ยวติดต่อให้ มีโรงแรมอยู่ที่นึงที่เคยไปพักเมื่อคราวที่แล้ว คือที่เมืองมิวนิค เยอรมัน โรงแรมนี้ชื่อ Arabella Sheraton Westpark อันนี้ request เลย เพราะคราวที่แล้วสังเกตเห็นว่าด้านหน้าโรงแรมมีสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ และก็คำนวณดูแล้วว่าไปถึงมิวนิคก็เกือบจะ 3 ทุ่มของที่นั่นอยู่แล้ว รถรางคงไม่รู้เรื่อง แท็กซี่นี่อย่าไปฝันถึงมันเลยเพราะแพงมหาโหด เลยจะนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่นั่น แล้วเดินขึ้นโรงแรมไปเลย ง่ายดี จำได้ว่าสถานีที่ต้องลงชื่อ Hilemeran Platz ส่วนโรงแรมอื่นๆในเมืองต่างๆก็ตามแต่ตัวแทนจำหน่ายเค้าจะจัดเราไปลงละกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะขึ้นเขาลงห้วยยังก็ก็ไม่ว่ากัน เพราะเจ้าหน้าที่ที่จัดให้เชื่อเลยว่าก็ต้องไม่เคยไปพักที่โรงแรมนั้นเช่นกัน 3. ตั๋วรถไฟเดินทางในยุโรป เคยอ่านหนังสือหลายเล่มมากๆบอกว่าถ้าจะเดินทางในยุโรปให้สุดคุ้มต้องเดินทางด้วยตั๋ว EurailPass ซึ่งเป็นตั๋วที่ต้องซื้อไปจากเมืองไทยและใช้ได้กับการเดินทางโดยรถไฟทุกสายในยุโรป ย้ำว่าทุกสาย ส่วนของแถมอื่นก็อย่างเช่น ใช้เป็นส่วนลดค่ารถบัสบ้าง ลดค่าเข้าชมนั่นนี่บ้าง ลดค่าเรือบ้าง (ซึ่งอันนี้ไม่เคยใช้) เพียงแค่มีตั๋ววิเศษใบนี้เราก็สามารถเดินทางไปได้เรื่อยๆ แถมยังจ่ายครั้งเดียวและไม่ต้องจ่ายอีกเลย ซึ่งคุณสมบัติข้อสุดท้ายนี่แหละ ทำให้เราเลือกใช้ตั๋วนี้ hee hee hee ……. ก็จัดการให้บ.ตัวแทนจำหน่ายหามาให้ ได้มาในราคา $498 ต่อคน ตอนแรกๆพอได้มาปุ๊บก็เอามาคูณเป็นเงินไทย …หน้ามืดทันที แต่พอเดินทางถึงเข้าใจว่า เออ…มันคุ้มเนอะ แล้วพอกลับมาถึงเมืองไทยก็ส่งเอกสารไปที่ สนง.ใหญ่ของ EurailPass ที่เมือง Utrect ของ Netherlands เราก็ได้ของที่ระลึกกลับมาด้วย เป็นวอล์คแมน นาฬิกาตั้งโต๊ะ กับเครื่องคิดเลขที่เป็น Palm ได้ด้วย ตรา EurailPass ซึ่งรับประกันว่าไม่มีขายที่ไหนในโลก ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....
|
CHERN-เชิญครอบครัวของเรา...Chern-Ing Ing- Earn Earn - Ai Ai..
|
|||||
|
|